ข่าว

'ลีโอนาร์โด'จี้'ปู'ปราบค้างาช้างในไทย

'ลีโอนาร์โด'จี้'ปู'ปราบค้างาช้างในไทย

19 ก.พ. 2556

'ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ' ดาราฮอลลีวูดชื่อดังจี้ 'ยิ่งลักษณ์' ออกมาตรการปราบค้างาช้างทุกรูปแบบในประเทศไทย

              19ก.พ.2556 สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังวัย 38 ปี  ซึ่งอยู่ระหว่างพักการถ่ายทำภาพยนตร์และเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแคมเปญอนุรักษ์สัตว์ป่าล่าสุดของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ภายใต้ชื่อโครงการ “Hands Off My Parts” ได้ส่งอีเมลส่วนตัวเรียกร้องให้สาธารณชนเข้าร่วมกับแคมเปญดังกล่าวซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการต่อต้านการล่าแรด เสือ และช้าง เพื่อนำอวัยวะส่วนต่างๆไปขาย
      
              ขณะเดียวกัน ลีโอนาร์โด ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันแสดงพลังกดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ออกมาตรการห้ามการค้างาช้างทุกรูปแบบในประเทศไทย โดยระบุ รัฐบาลไทยซึ่งกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการค้าสัตว์ป่า ในเดือนมีนาคมนี้ ควรแสดงออกถึง “การเป็นผู้นำ”ในการอนุรักษ์ช้างที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศตัว เอง ด้วยการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการค้างาช้าง
 

กรมอุทยานลุยจัดระเบียบผู้ค้างาช้างและผลิต 

               ขณะเดียวกันเหลืออีก 13 วันแล้วที่เวทีการประชุมประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 (CITES -CoP16) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับสมา ชิกจาก 177 ชาติทั่วโลกระหว่างวันที่ 3-14 มี.ค.นี้

              ล่าสุดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.)เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยว ข้องกับการค้างาช้าง และผลิตภัณฑ์งาช้างในเขตพื้นที่กทม. กว่า 10 รายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำความเข้าใจ และทราบถึงระเบียบกฎหมายเกี่ยวกับการค้างาช้างสัตว์ป่าและพืชป่าอย่างถูกต้อง ทั้งนี้นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัญหาการลักลอบค้างา ช้างเป็นประเด็นที่อ่อนไหว ถูกจับตามองจากภาคีอนุสัญญาไซเตส และองค์กรพัฒนาเอก ชนด้านการอนุรักษ์ในระดับโลกหลายแห่ง มีการแสดงท่าทีเสนอระงับการค้ากับให้ประ เทศไทย หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีรายงานว่านักท่องเที่ยวถูกจับกุมในด่านตรวจของประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกา เนื่องจากซื้อผลิตภัณฑ์แกะสลักงาช้างจากแหล่งประเทศไทยเกือบ 270 ราย และคิดเป็นน้ำหนักผลิตภัณฑ์งาช้างกว่า 3 ตัน ที่สำคัญยังมีการทำหนังสือมายังน.ส. ยิ่งลักษณ์ เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว นายกฯจึงสั่งการให้ทส.โดยกรมอุทยาน เร่งกำหนดมาตรการในการควบคุมปัญหาอย่างเร่งด่วน


21ก.พ.จับมือไซเตสสุ่มตรวจ
      
              รองอธิบดีกรมอุทยาน กล่าวว่า เบื้องต้นกรมอุทยานฯกำหนดมาตรการระดับประเทศในการตรวจสอบและปราบปรามการลักลอบนำงาช้างทั้งของไทยและงาช้างแอฟริกาเข้ามาอย่างผิดกฎหมายโดยจะควบคุมตั้งแต่ต้นทางและปลายทาง เนื่องจากพบว่ามีการลักลอบนำงาช้างแอฟริกาเข้ามาในไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยอยากจะย้ำกับผู้ประกอบการว่าขณะนี้ไทยยังไม่อนุญาตนำเข้างาช้างของแอฟริกา ซึ่งอยู่ในบัญชีควบคุมของไซเตส ดังนั้นจึงอยากจะขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับวงจรงาช้าง ทั้งการผลิต แปรรูป การขายผลิตภัณฑ์งาช้างที่มี 16 จังหวัดทั่วประเทศรวมเกือบ 300 รายในการควบคุมการใช้งาช้างอย่างถูกกฎหมายมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยจะต้องรายงานการใช้งาช้างที่มีตั๋วรูปพรรณช้างมายืนยัน การทำบัญชีแปรรูปผลิตภัณฑ์และใบเสร็จรับเงินให้กับนักท่องเทีี่ยว และถ้าเป็นไปได้อยากจะขอให้งดการขายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ส่วนใหญ่เป็นจีน ฮ่องกง ยุโรป และนักท่องเทียวไทยที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เพราะจะเสี่ยงต่อการถูกจับกุมได้
        
              " ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้ากรมอุทยานฯจะจัดประชุมผู้ประกอบงาช้างเพื่อทำความเข้าใจถึงมาตรการในควบคุมการค้างาช้างอย่างผิดกฎหมายใน 16 จังหวัดให้แล้วเสร็จได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ อุทัยธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ตาก พิษณุโลก เป็นต้น จากนั้นในวันที่ 21 ก.พ.นี้กรมอุทยานฯจะร่วมกับทางไซเตส ลงพื้นที่สุ่มตรวจร้านค้าเพื่อดูว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมที่กำหนดหรือไม่ ทั้งนี้เบื้องต้นกำหนดว่าในครั้งที่ 1-2 จะใช้วิธีการแจ้งเตือน แต่หากรอบต่อไปยังพบว่าไม่มีการทำบัญชีหรือปฏิบัติตาม กรมอุทยานจะส่งรายชื่อให้กับกรทรวงพานิชย์ในกเพิกถอนใบอนุญาตกับผู้ประกอบการต่อไป รวมทั้งใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น" นายธีรภัทร กล่าว


"อุทยาน"แก้เกี้ยวไซเตสยังไม่แบนด์ไทย
       
              เมื่อถามว่าไทยจะสามารถยกเลิกการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างทั้งหมดได้เลยหรือไม่ นายธีรภัทร ยอมรับว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ และข้อเรียกร้องขององค์กรอนุรักษ์เอกชน และทางไซเตสก็ไม่ได้สั่งห้ามการค้า ซึ่งกรมอุทยานฯได้มีการทำความเข้าใจและนำเสนอถึงความเกี่ยวพันทางวัฒนธรรม ประเพณีที่เกี่ยวกับช้าง และเขาก็เข้าใจ ขณะเดียวกันเราก็มีมาตรการเชิงรุกที่จะทำให้ไซเตสเห็นว่าไทยไม่ได้ละเลยกับปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมไซเตสรองนี้ไทยได้ขอหารือนอกรอบกับเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของประเทศจีน และแอฟริกา เพื่อร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างจริงจังในการสกัดการลักลอบค้างาช้าง สัตว์ป่าและพืชป่าด้วย


ผู้ประกอบชี้ขั้นตอนยุ่งยากแต่พร้อมปฎิบัติ

ด้านนางสมควร มะลิวัลย์ ตัวแทนจากร้านจำหน่ายและผลิตภัณฑ์งาช้าง กล่าวว่า มาตรการที่กรมอุทยานฯกำหนดให้แสดงงาช้างบ้านที่ซื้อมาแปรรูป รวมทั้งการทำบัญชีแสดงการผลิตนั้นสามารถยอมรับได้ เนื่องจากทางร้านดำเนินการอย่างถูกต้องอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าขั้นตอนที่ละเอียดมากขึ้นก็อาจทำให้การปฏิบัติยุ่งยากขึ้น เพราะต้องทำรายงานต่างๆอย่างเป็นระบบ แต่เราก็พร้อมให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้งาช้างบ้านหายากขึ้น บางปีก็ไม่มีงาช้างมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เลย ส่วนการจะห้ามขายผลิตภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น คงจะยากเพราะส่วนมากกลุ่มทัวร์ต่างชาติเป็นลูกค้าสำคัญในการซื้อผลิตภัณฑ์


เคนยาเสนอเวทีไซเตสไทยห้ามค้าช้างแอฟริกา

              นอกจากนี้นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า ในการประชุมไซเตสในไทยระหว่างวันที่ 3-14 มี.ค.นี้ มีการบรรจุวาระเสนอปรับบัญชีพืช่าและสัตว์ป่ารวม 70 วาระ โดยหนึ่งใน 2-3 วาระที่น่าสนใจมากก็คือ ทางกลุ่มประเทศแอฟริกา นำโดยประเทศเคนย่า และบูร์กิน่าฟาโร เตรียมขอยกเลิกไม่ให้มีการค้าช้างแอฟริกาอีกต่อไป เนื่องจากพบว่ามีประชากรช้างแอฟริกาใน 38 ประเทศที่มีอยู่ไม่ถึง1.3 ล้านตัวของทวีปแอฟริกาเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุ เพราะในบางท้องที่มีช้างถูกฆ่าถึง 80% เพราะถูกล่าและฆ่าเอางา นอกจากนี้ไซเตสยังอนุญาตให้ค้าช้างในบัญชี 2 อย่างถูกกฎหมายระหว่างรัฐบาล เช่น บอสทานาวา นามิเบีย แอฟริกาใต้ และซิมบับเวย์ ซึ่งรวมถึงตัวช้างมีชีวิต หนังช้าง ขนช้าง เครื่องหนัง เครื่องประดับ  นอกจากนี้เคนย่า ยังเสนอขอจำกัดโควต้าส่งออกซากแรด แอฟริกา และสวาซิแลนด์ให้เป็นระดับ 0  ทั้งนี้เพื่อควบคุมประเทศที่ใช้ประโยชน์จากนอแรด เช่น จีน เวียดนาม อีกด้วย
        
              ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เสนอขอปรับบัญชีหมีขาวขั้วโลก (Polar bear) จากบัญชี 2 เป็น 1 หลังจากประชากรลดลง เนื่องจากพื้นที่น้ำแข็งขั้วโลกลดลงถึง8% รวมทั้งภัยคุกคามจากการล่าเพื่อบริโภคเนื้อประเทศรัสเซียมีการอนุญาตให้ชาวพื้นเมือง Chukotka ล่าอย่างจำกัดโควต้า ส่วนนอเวย์ ห้ามการล่าเพื่อการค้าและเกมส์ กีฬา