
'เฉลิม'ตั้ง'วาดะห์'เป็นที่ปรึกษาดับไฟใต้
'เฉลิม'ลงนามคำสั่งสำนักนายกฯตั้ง'9วาดะห์'เป็นที่ปรึกษาดับไฟใต้ ด้าน'กลุ่มวาดะห์'หนุนใช้'พรบ.มั่งคง' ด้าน'วุฒิสภา'จี้รองนายฯลงใต้แก้ปัญหา-อย่ามุ่งทำงานในห้องแอร์
19 ก.พ.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนประชุมครม. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้ทีมงานนำคำสั่งสำนักนายกฯที่ 56/2556 ลงวันที่ 19 ก.พ. 2556 เรื่องเเต่งตั้งที่ปรึกษารองนายกฯ เพื่อให้ดำเนินการด้านการข่าวเเละขับเคลื่อนนโยบายการเเก้ไขปัญหาจังหวัดชายเเดนภาคใต้จำนวน 9 คน โดยอำนาจหน้าที่ของที่ปรึกษารองนายกฯ ชุดนี้ คือ เพื่อให้การดำเนินการด้านการข่าวเเละงานด้านการขับเคลื่อนนโยบายเเละยุทธศาสตร์การเเก้ไขจังหวัดชายเเดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ บทบาทเเละภารกิจที่เปลี่ยนเเปลงไป อันจะก่อให้เกิดผลดีกับทางราชการ ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 11 (6)เเห่ง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเเผ่นดิน พ.ศ.2534
โดยที่ปรึกษารองนายกฯ 9 คน ประกอบด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา, นายเด่น โต๊ะมีนา, นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์, นายซูการ์โน มะทา, นายนัจมุจดิน อูมา,น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา, นายอับดุลเร๊าะห์มาน อับดุลสมัด, นายสุทธิพันธุ์ ศรีริกานนท์ เเละนายสุดิน ภูยุทธานนท์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ปรึกษารองนายกฯ 9 คนนี้เป็นสมาชิกกลุ่มวาดะห์เเละเคยสังกัดพรรคความหวังใหม่ พรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคพลังประชาชนเเละพรรคเพื่อไทย คนกลุ่มนี้มีบทบาทสูงทางการเมืองในพื้นที่ เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ เคยเป็นประธานสภาผู้เเทนราษฎรสมัยรัฐบาลพรรคความหวังใหม่ รมว.คมนาคม รมว.มหาดไทย รมว.เกษตรเเละสหกรณ์ เเละรองนายกฯสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี,นายเด่น เคยเป็นรมช.มหาดไทย เเละเป็นสว.ปัตตานี, นายอารีเพ็ญ นายนัจมุจดิน นายสุทธิพันธุ์ นายสุดิน เคยสมัคร สส.ในจังหวัดชายเเดนภาคใต้ในนามพรรคไทยรักไทย,นายซูการ์โน เป็นน้องชายนายวันมูหะมัดนอร์, น.ส.เพชรดาว เป็นบุตรสาวของนายเด่น เป็นต้น
"กลุ่มวาดะห์"พร้อมเป็นที่ปรึกษาภาคใต้ให้"เฉลิม"
นายนัจมุจดิน อูมา สมาชิกกลุ่มวาดะห์ เเละอดีต สส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยเเลนด์ทางสปริงนิวส์ กรณีร.ต.อ.เฉลิม จะเชิญสมาชิกลุ่มวาดะห์มาเป็นที่ปรึกษารองนายกฯ ด้านเเก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายเเดนภาคใต้ว่า สัปดาห์ที่เเล้ว ร.ต.อ.เฉลิม ติดต่อมายังตนว่า มาช่วยงานหน่อย ตนรู้จัก ร.ต.อ.เฉลิม มานานในฐานะพี่น้อง พวกตนยินดีเเม้จะมีการเเต่งตั้งหรือไม่เเต่งตั้งอย่างเป็นทางการก็ตาม เพราะพวกตนไม่มีเงื่อนไขใดๆ เเละเพิ่งทราบเรื่องนี้จากสื่อเเละสมาชิกในกลุ่มวาดะห์ว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะทาบทามพวกตน 9 คน ให้เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ
นายนัจมุจดิน กล่าวต่อว่า พวกตนอยู่ในพื้นที่เเละไม่ได้เป็น สส. เเต่รัฐบาลเพื่อไทยอ่อนทางเชิงการเมืองเพราะไม่มี สส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่เลย หาก ร.ต.อ.เฉลิม ประสานงานตรงนี้กับพวกตนซึ่งไม่ได้เป็น สส. พวกตนพร้อมจะพูดตรงๆ กันได้ โดยจะเเนะนำ 4 เรื่องต่อรัฐบาลคือ สิ่งเเรกที่จะเเนะนำรัฐบาลว่า หัวใจหลักในการเเก้ปัญหาคือ การพูดคุยเพราะนโยบายรัฐบาลชุดนี้ ระบุว่า ต้องคุยกับผู้ที่มีความเห็นเเตกต่าง เเม้วันนี้ว่าจะไม่รู้ตัวเเกนนำที่ก่อความไม่สงบเลย รวมทั้งอย่าขีดเส้นเงื่อนเวลาว่า 6 เดือนปัญหาต้องจบ วันนี้รัฐบาลต้องส่งสัญญาณว่าจะคุยก่อน เเม้ยังไม่รู้ว่าคุยกับใครเลย รวมทั้งการใช้คนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหาไปทำงาน รวมทั้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นมันดำเนินการต่อไปได้เเละไม่ตกยุค เช่น การหารือกับ นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกฯมาเลเซีย
"ส่วนการใช้ พรบ.มั่นคงในพื้นที่เเทนกฎหมายอื่นๆ นั้น ตนมองว่า ถูกต้องที่สุด เพราะการใช้พรก.ฉุกเฉินประชาชนเครียด เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางครั้งใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะคนร้ายที่มีหมายจับตาม พรก.ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่เคลียร์หมายจับตาม พรก.ฉุกเฉินได้หากมาเเสดงตน หากเป็นหมายจับของศาลที่ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะใช้หมายเรียกตาม พรก.ฉุกเฉินเคลียร์ไม่ได้ หากใช้ พรบ.มั่นคง ในมาตรา 21 นั้น เจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือถึงศาลขอให้ศาลปลดหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้หากมารายงานตัวใน 6 เดือน ส่วนการใช้ พรบ.มั่นคงในพื้นที่ที่มีความพร้อมนั้นถูกต้อง ส่วนพื้นที่ที่มีความรุนเเรงอยู่นั้น ตนสนับสนุนการใช้ พรก.ฉุกเฉินต่อไป" นายนัจมุจดิน กล่าว
ส่วนข้อเสนอประกาศเคอร์ฟิวของรองนายกฯ ที่เสนอขึ้นเเละโดนคัดค้านจนตกไปนั้น นายนัจมุจดิน กล่าวว่า ประชาชนไม่ยอมรับ ขอเรียนว่าคนที่มีอำนาจประกาศเคอร์ฟิวคือ เเม่ทัพภาคที่ 4 เพียงคนเดียวตามกฎหมายที่ต้องตัดสินใจตามสถานการณ์เเละใช้อย่างจำกัด รองนายกฯเป็นเพียงคนคุมนโยบาย เเละรองนายกฯ คนนี้ป็นคนปากกับใจที่ตรงกันที่มองว่า สถานการณ์เเบบนี้ควรประกาศใช้หรือไม่ ที่ผ่านมาตนคุยเรื่องนี้กับรองนายกฯจนเข้าใจในเรื่องไม่ควรใช้เคอร์ฟิวเเล้ว
"วุฒิสภา"จี้"เฉลิม"ลงพื้นที่ใต้เพื่อแก้ปัญหา อย่ามุ่งทำงานในห้องแอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาความรุนแรงในสถาการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงนั้น ในการประชุมวุฒิสภาวันนี้ได้มี สว.ที่เกี่ยวข้องได้เสนอความเห็นเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา โดยนายประเสริฐ ชิตพงศ์ สว.สงขลา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ศึกษาและอ่านนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555 - 2557 ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นการจัดทำนโยบายตามพระราชบัญญัติ (พรบ.) การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 4 ที่ระบุให้ สมช. จัดทำนโยบายดังกล่าว เนื่องจากการจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทาง สมช. ได้รับฟังจากประชาชนในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงที่ทำงานในพื้นที่ ซึ่งถือว่านโยบายฯ เป็นการสะท้อนความคิดของคนในพื้นที่ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้
“รัฐบาลที่ผ่านมารวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้นำยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาปฏิบัติใช้ ดังนั้น ผมขอเรียกร้องให้รองนายกฯ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกลับไปอ่านนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555 - 2557 แต่หากอ่านแล้วไม่เข้าใจ ขอให้ลาออกจากการทำหน้าที่เพื่อให้รัฐบาลหาบุคคลที่ดีกว่าเข้ามาแก้ปัญหาแทน” นายประเสริฐ กล่าว
ด้านนายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ขอเรียกร้องให้ ร.ต.อ.เฉลิม ลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา อย่ามุ่งแต่ทำงานในห้องแอร์ และขอให้ลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ต้องรอให้แล้วเสร็จการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และขอเรียกร้องไปยัง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ให้ทำงานมากกว่าพูด นอกจากนั้นแล้วในแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ขอให้รัฐบาลน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาปฏิบัติ ส่วนกรณีที่จะให้กลุ่มบุคคลใดมาเป็นที่ปรึกษาควรระวังเรื่องข่าวสารของบ้านเมืองด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555 - 2557 ที่เสนอโดย สมช. นั้น ได้จัดทำขึ้นในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล โดยได้มีการลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอเข้าสู่สภาฯ ให้พิจารณาในช่วงต้นปี 2555 โดยสาระสำคัญระบุว่า การดำเนินนโยบายอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขจัดความข้อแย้งและยากจนในพื้นที่ นอกจากนั้นยึดนโยบายการเมืองนำการทหาร และใช้พลังทางสังคมปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิดของทุกฝ่าย จากการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหามาเป็นแนวทางสันติวิธี รวมถึงส่งเสริมมาตรการลดความหวาดระแวงและเพิ่มความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน, เพิ่มประสิทธิภาพข่าวเชิงรุก ที่สำคัญต้องพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยชุมนุม และปราบปรามกลุ่มอำนาจอิทธิพลเถื่อน เพื่อขจัดปัญหาความรุนแรงที่แทรกซ้อน เป็นต้น



