
กราบศพเสธ.หนั่น
กราบศพ เสธ.หนั่น : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
คนรุ่นผมทุกคนคงรู้จักเสธ.หนั่นเป็นอย่างดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนรุ่นใหม่จะรู้จักเสธ.หนั่นหรือเปล่า
อย่างไรก็ดี สำหรับคนรุ่นผม เสธ.หนั่น หรือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นั้นมีชีวิตที่โลดแล่นอย่างมีสีสัน และเอาเข้าจริง ถ้าเขียนประวัติชีวิตเสธ.หนั่นให้ดี ก็คงจะสามารถเข้าใจการเมืองไทยในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเข้า (และออก) จากประชาธิปไตยเป็นอย่างดี
นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจการเมืองไทยนับเนื่องจากการรัฐประหารและล้อมปราบประชาชนและสังหารนักศึกษา ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519?
ซึ่งโดยทั่วไป เราอาจจะมองว่าการเมืองไทยหลัง 2519 นั้นมีลักษณะที่ผันผวนเป็นอย่างมาก มีการเผชิญหน้าทางการเมืองและต่อสู้กันถึงขั้นจับอาวุธเข้าห้ำหั่นกันถึงชีวิต ระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ มีการเข้าสู่อำนาจภายใต้อิทธิพลของทหารและการประสานประโยชน์กับนักการเมือง ผ่านสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ มีการเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบมีการเลือกตั้ง มีข้อกล่าวหานักการเมืองที่มาจากต่างจังหวัดว่าซื้อสิทธิขายเสียง ต่อมามีการรัฐประหาร มีการสืบทอดอำนาจระหว่างนักการเมืองกับคณะทหาร และมีการลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลที่สืบสานอำนาจมาจากการรัฐประหาร จากนั้นก็มีการปฏิรูปการเมืองด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540
ในทางหนึ่ง เสธ.หนั่นนั้นเคยตกอับจากการถูกจำคุกจากความพยายามในการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลหอย และก็ได้รับนิรโทษกรรม จากนั้นก็เคยทรงอิทธิพลสูงสุดเมื่อเป็นถึงระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์? ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หลายครั้ง
แต่อีกทางหนึ่งเสธ.หนั่นเองก็เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ได้รับผลพวงจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว โดยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และต่อมาก็กลับสู่การเมืองอีกครั้งในการเข้าร่วมกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหนึ่งในคู่แข่งทางการเมืองสำคัญ
บทบาทสุดท้ายของเสธ.หนั่นที่ผมจำได้ ก่อนจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยก็คือ การพยายามเจรจาต่อรองกับแกนนำเสื้อแดง เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง ในช่วงที่การเมืองร้อนระอุ
ชีวิตของเสธ.หนั่นนั้น น่าจะเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญของการเมืองไทยในช่วงนั้น พอๆ กับอีกหลายคน อาทิ พล.อ.เปรม นายชวน นายบรรหาร และ พล.อ.ชวลิต
ที่พูดมานั้นเป็นเรื่องในการตั้งข้อสังเกตถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยร่วมสมัย แต่ในทางหลักวิชาทางรัฐศาสตร์ เรามักจะเรียกว่าระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย (democratic consolidation)
นั่นหมายความว่า ประชาธิปไตยนั้นอาจจะมาๆ แล้วไปๆ ดุจดังคลื่นซัดไปแล้วอาจจะกลับมาใหม่
ภารกิจของนักรัฐศาสตร์ที่สำคัญ จึงอยู่ที่เรื่องของการเข้าใจความเป็นไปดังกล่าว และพยายามออกแบบสถาบันที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นอยู่อย่างยั่งยืน และขจัดเงื่อนไขที่จะทำให้ประชาธิปไตยนั้นเปราะบางให้ได้มากที่สุด และทำให้ประชาธิปไตยอยู่ยาวนาน และหลุดออกไปสู่ระบอบอื่น
บทเรียนที่สำคัญของเสธ.หนั่น ก็คือ เสธ.หนั่นนั้นเลือกที่จะเล่นตามเกมของประชาธิปไตย มากกว่านักการเมืองในรุ่นเดียวกัน หรือในรุ่นพี่และรุ่นน้องอีกหลายคน
ซึ่งนี่คือหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปได้ ในความหมายของการที่ชนชั้นนำยินยอมที่จะเล่นอยู่ในกติกา เพราะการยินยอมเล่นในกติกานั้นย่อมทำให้กติกานั้นศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าเขาอาจจะต้องเสียหายไปบ้าง แต่เขาก็กลับมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี
รวมทั้งการที่พยายามหาทางออกเมื่อกติกานั้นทำงานไม่ค่อยได้ เพื่อทำให้เกิดแบบแผนปฏิบัติใหม่ๆ ที่นำไปสู่การปิดช่องว่างกติกาเก่าและทำให้เกิดกติกาใหม่ๆ ที่อิงกับหลักการประชาธิปไตยมากกว่าพลังนอกประชาธิปไตย
กราบเสธ.หนั่นเป็นครั้งสุดท้ายครับ…



