
'จักรทิพย์'นำทีมพิเศษลงดับไฟใต้
ผบ.ตร.ส่ง 'จักรทิพย์' พร้อมทีมพิเศษลงดับไฟใต้ แม่ทัพภาค 4 ยัน จนท.จำเป็นต้องปฎิบัติการป้องกันตัวเหตุการณ์บาเจาะ พร้อมพูดคุยสร้างสภาวะเกื้อกูลให้เกิดสันติภาพ
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 ก.พ. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังเกิดเหตุระเบิดติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวว่า ได้ส่ง พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และทีมพิเศษไปดูแลแล้ว โดยให้ผู้การจังหวัดยึดหลักการที่ตนเคยให้ไว้ คือ การปฏิบัติการในเชิงริเริ่ม ปิดล้อม ตรวจค้น กดดัน เพื่อป้องกันเหตุให้มากที่สุด
แม่ทัพภาค4ยันจนท.จำต้องปฎิบัติการป้องกันตัวที่บาเจาะ
ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้บูรณาการหน่วยงานการทำงานร่วมกันระหว่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกระทรวงทบวงกรมต่างๆที่แก้ไขปัญหาตามยุทธศาสตร์พระราชทาน คือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อให้งานเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน ได้ดำเนินการยุทธศาสตร์หลักๆ 5 ด้าน คือ การรักษาความปลอดภัย การแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความเป็นธรรม การดำเนินการในเรื่องสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญคือการสร้างสภาวะแวดล้อม ที่จะให้พวกเราออกจากความขัดแย้ง กำลังตำรวจทหารที่ลงมาในพื้นที่ขณะนี้ ก็มาเพื่อควบคุมสถานการณ์ ป้องปราม ไม่ให้เหตุร้ายขยายตัว สิ่งที่ดำเนินการสร้างความเข้าใจเพื่อเป็นพื้นฐานในการสื่อสารซึ่งกันและกัน
“มีหลายฝ่ายมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ตนมองว่าเหตุการณ์ที่ อ.บาเจาะ ถ้านาวิกโยธิน ไม่โต้ตอบ เหตุการณ์ก็น่าจะซ้ำแบบ อย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา เพื่อเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ที่ทางอิสลามก็ได้สอนคนทั้งโลกว่า การทำร้ายศพนั้นผิดหลักศาสนา แต่ก็ยังมีกลุ่มคนเหล่านี้ที่อ้างตัวว่าเป็นนักรบญีฮาด กระทำเช่นนี้ เหตุการณ์บาเจาะ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว กรณีเหตุการณ์วันที่ 16-17 กพ 56 ที่ปัตตานี นั้น โดยทั่วไปในพื้นที่ก็ยังมีลักษณะของสงคราม ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ยังไม่สามารถยุติเหตุการณ์ได้ ก็ยังคงเกิดเหตุโจมตีกัน ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะใช้การมีส่วนร่วมในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น มีการเชิญผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน เข้าร่วม ซึ่งหลายเหตุการณ์ก็ออกมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอก็มีการปล่อยตัวไป สรุปได้ว่าพื้นที่ยังคงมีเงื่อนไขในการต่อสู้กันอยู่ ก็ยังมีความเชื่อมโยง แต่ทางรัฐเลือกที่จะใช้หลักของกฎหมาย หลักของสิทธิมนุษยชนในการดำเนินการ” มทภ. 4 กล่าวและว่า
สำหรับ พ.ร.บ.ความมั่นคง หากศึกษาให้ดี พ.ร.บ.นี้จะนำไปสู่ ม.21 คือการให้อภัยกัน ซึ่งอยากให้ศึกษาแนวทาง ตนเองประเมินสถานการณ์ล่าสุดว่า ในเมื่อรัฐยึดถือแนวทางสิทธิมนุษยชน ส่วนฝ่ายตรงข้ามต้องการสร้างสงคราม ให้คล้ายว่าเป็นสงครามศาสนา แม้แต่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ก็ยังทำ ตนมองว่าคงจะมาถึงจุดสุดท้ายของสงครามมากกว่า ฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จะพยายามใช้ความรุนแรง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเค้ายังคงมีอยู่ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เกิดความเบื่อหน่ายกับสถานการณ์แล้ว
“กรณีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพนั้น ตนอยากจะบอกว่า เวลาเราจะพูดคุยกับใครถ้ารามีอำนาจ เราก็จะสามารถต่อรองได้ แต่เหตุการณ์ใน 3 จังหวัดตนมองว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขมายาวนาน เราได้เปรียบในเรื่องงานมวลชน เดิมฝ่ายตรงข้ามอาจจะได้เปรียบ แต่เมื่อความจริงใจ และความตั้งใจในการแก้ปัญหาของภาครัฐ จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบ การพูดคุย ไม่ใช่การเจรจา เพราะจะเจรจาไม่ได้ แต่กระบวนการรัฐศาสตร์ เปิดเอาไว้ในสภาวะเกื้อกูล ให้ออกจากความขัดแย้งได้ สามารถกระทำควบคู้ไปกับนโยบายภาครัฐ ในการพัฒนาพื้นที่ได้ เมื่อถามตนว่าการเจรจาทำหรือไม่ ก็คงจะตอบว่าไม่ได้ทำ แต่ทำกระบวนการสร้างสภาวะเกื้อกูลให้สามารถออกจากความขัดแย้งนั้น มีการทำอยู่ในทุกระดับ รวมทั้งการเยียวยา” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
เบตงจัดงานสมโภชประจำปีมูลนิธิฯท่ามกลางการรปภ.เข้ม
ที่มูลนิธิอำเภอเบตง อ.เบตง จ.ยะลา นายประพงศ์ อัญชัญศรีชาติ ประธานมูลนิธิอำเภอเบตง เป็นประธานเปิดงานสมโภชเทพเจ้ามูลนิธิอำเภอเบตง บริเวณลานหน้าศาลเจ้ามูลนิธิอำเภอเบตงโดย มีประชาชนจากทั่วประเทศ รวมทั้งชาวจีนในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เดินทางเข้ามาเคารพสักการะเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์การก่อความไม่สงบไม่มีผลกระทบกับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ทุกโรงแรมใน อ.เบตง ถูกนักท่องเที่ยวเข้าพักจนเต็มทุกโรงแรม อย่างไรก็ตามทางอำเภอได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวดตลอดงาน
ผู้ว่าฯสงขลาคุมเข้ม7อำเภอสกัดผู้ก่อการร้ายตอบโต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือด่วนที่สุดถึง ลงวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ถึงผู้รับปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา, นายอำเภอจะนะ. เทพา, นาทวี, สะบ้าย้อย, เมืองสงขลา, หาดใหญ่ และนายอำเภอสะเดา ความว่า เมื่อวันที่ 13 ก.พ.56 เวลา 01.15 น. คนร้ายกว่า 50 คน แต่งกายเลียนแบบทหารบุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ ปล.ที่2 ฉก.นย.32 อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร เบื้องต้น คนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิต 17 คน
โดยหนึ่งในคนร้ายคือ นายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำคนสำคัญที่สุดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีส่วนร่วมในการคดีสังหารครูชลธี เจริญชล ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายอาจตอบโต้ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลาได้ จึงให้หน่วยดำเนินการดังนี้ 1.ให้นายอำเภอประสานงานกับหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจสงขลา และตำรวจในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด พร้อมทั้งให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ออกลาดตระเวนตรวจตราในหมู่บ้าน หากพบบุคคลแปลกหน้าหรือผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ามารักษาตัวอยู่ภายในหมู่บ้าน ให้เจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบด้วย
2.ให้เพิ่มมาตรการการดูแลอาคารสถานที่ราชการ ที่ตั้งของหน่วยราชการในพื้นที่ทุกหน่วย โดยเฉพาะการจัดเวรยามสถานที่ราชการ การจัดให้มีไฟส่องสว่างพร้อมเครื่องมือดับเพลิงและพลวิทยุ 3.ให้ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำชับเจ้าหน้าที่ให้เตรียมพร้อมเครื่องดับเพลิง เครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ รวมทั้งกำชับเวรยามสถานที่ราชการให้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ตลอดเวลา
4.กรณีอำเภอหาดใหญ่ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสะเดา นั้น ให้นายอำเภอจัดกำลังสมาชิกอส.ประสานงานกับหน่วยกำลังในพื้นที่ เฝ้าระวังย่านชุมชน ย่านการค้า และสถานที่สำคัญ เป็นกรณีพิเศษด้วย ทั้งนี้ขอให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา เป็นหน่วยควบคุมการปฏิบัติในพื้นที่ดังกล่าวด้วย และ5.ให้ดำเนินการโดยเข้มงวดกวัดขันและรายงานความเคลื่อนไหวให้จังหวัดทราบทุกระยะเมื่อมีเหตุการณ์



