ข่าว

วันพรุ่งนี้ของพม่า

วันพรุ่งนี้ของพม่า

18 ก.พ. 2556

วันพรุ่งนี้ของพม่า : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล

             มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยค่อนข้างจะเป็นกังวลต่อความเจริญและการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แต่กับพม่ากลับไม่รู้สึกวิตกเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่พม่ามีปัจจัยและโอกาสในการเจริญเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่มีลู่ทางการลงทุนสูง และเป็นที่หมายตาของบริษัทข้ามชาติทั้งสหรัฐ ยุโรปและเอเชีย

             ผมคิดว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เรามีความรู้สึกลึกๆ ว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งในสินค้าสำคัญๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา อาหารทะเล สิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงยานยนต์ในอนาคตอันใกล้ และสินค้าบางชนิดเช่น ข้าว เวียดนามก็สามารถส่งออกนำหน้าไทยไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่พื้นที่เพาะปลูกของไทยมีมากกว่า ขณะที่แหล่งผลิตข้าวของเวียดนามที่ใหญ่ที่สุดมีเฉพาะที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในภาคใต้

             เวียดนามซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมและบอกช้ำจากสงครามกอบกู้เอกราชเป็นระยะเวลายาวนานจนได้รับชัยชนะและสามารถรวมประเทศได้สำเร็จในปี 2518 ได้ปฏิรูประบอบเศรษฐกิจของตนตามนโยบายโด่นเหมย ในปี 2529 จากแนวคิดของนายพลโว เหวียน ยาป อดีตขุนศึกและนายกรัฐมนตรีเวียดนามในเวลานั้น ซึ่งพลิกโฉมการเข้มงวดทางเศรษฐกิจแบบเดิม เป็นการเปิดเสรีด้านการผลิต และการแข่งขันตามกลไกตลาด ส่งผลให้เวียดนามพุ่งทะยานสู่ความเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของโลกภายในเวลาไม่กี่ปี

             กลับมาดูที่พม่า ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่ถึงปี ช่วงนี้จึงเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะเท่าที่สังเกตและพูดคุยกับคนพม่าทั้งในย่างกุ้งและต่างจังหวัด ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่ยังไม่มีความตื่นตัวมากนักกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบ้านเมือง พวกเขายังใช้ชีวิตกันตามปกติ และผูกพันอยู่กับวัดหรือวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ถ้าเอาเวียดนามเป็นเกณฑ์ ก็คิดว่าพม่าน่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 25 ปี จึงจะสามารถเทียบทันเวียดนามในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบพื้นฐานต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภค การคมนาคม สาธารณสุข การศึกษาและทักษะในการทำงาน

             แต่ระยะเวลาอาจใช่คำตอบทั้งหมด เพราะคนของเวียดนามร่วมใจดิ้นรนต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตกและความทุกข์ยากแสนสาหัสมายาวนาน ส่วนพม่านั้นหลังจากได้เอกราชในปีพ.ศ.2491 แล้ว ชาวพม่าก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองเผด็จการทหาร ที่กดประชาชนจนเงยหัวไม่ขึ้น ไม่กล้าที่จะคิดจะทำอะไร นอกจากจะมีชีวิตอย่างเงียบๆ

             ถ้าไม่นับทรัพยากรธรรมชาติที่พม่ามีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และรอเวลาที่จะเก็บเกี่ยวแล้ว ปัจจัยการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีทางเป็นไปได้มากที่สุดและได้ผลเร็วที่สุดก็คือการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องข้าว ซึ่งในอดีตพม่าเคยส่งข้าวออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ก่อนที่จะเสียตำแหน่งให้ไทย และไทยก็มาเสียตำแหน่งแก่เวียดนามอีกทอดหนึ่ง

             มีผู้รู้บางท่านเตือนให้ระวังว่า พม่ากำลังจะกลับคืนมาทวงตำแหน่งแชมเปี้ยนส่งออกข้าวอีกครั้ง และครั้งนี้ ไม่ใครก็ใครคงจะได้แพ้น็อกกันไปข้างหนึ่ง