
ไฟเงินเฟ้อจะเผามือพวกพิมพ์เงิน
ไฟเงินเฟ้อจะเผามือพวกพิมพ์เงิน : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง
สงครามการเงินที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นตอนนี้กำลังจะทำลายระบบการเงินของโลกและจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและสงครามโลกที่อาจจะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ประเทศที่ก่อสงครามการเงินโลก คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่นที่กำลังลดค่าเงินตัวเองด้วยการพิมพ์เงิน ประเทศที่ตั้งรับคือประเทศมหาอำนาจที่เกิดใหม่ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน อินเดีย รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศไทย เพราะผลกระทบคือค่าเงินของประเทศตั้งรับจะแข็งค่า ส่งออกไม่ได้ เศรษฐกิจจะเป็นฟองสบู่ เพราะเงินกระดาษที่พิมพ์ออกมาอย่างบ้าคลั่งจากศูนย์กลางการเงินของโลกจะไหลเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดการเงิน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และจะทำให้ราคาสินค้าบริโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทอง เงิน วัตถุดิบ รวมทั้งอาหารมีราคาถีบตัวสูงขึ้น
สหรัฐอเมริกากำลังพิมพ์เงินอย่างไม่อั้น พิมพ์ไปแล้วทั้งในบัญชีหนึ่งบัญชีสองหลายสิบล้านล้านดอลลาร์เพราะระบบเศรษฐกิจล้มละลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2008 อังกฤษพิมพ์ไปแล้ว 375,000 ปอนด์ ตอนนี้คุมเชิงอยู่ ญี่ปุ่นจะพิมพ์เพิ่มจาก 10 ล้านล้านเยนเป็น 100 ล้านล้านเยน เขตยูโรพิมพ์เงินไปแล้วนิดหน่อยพอแก้ขัด ก่อนโดนเยอรมนีปรามไม่ให้มือเติบ เงินกำลังจะกลายเป็นกระดาษ เพราะเสาหลักของเศรษฐกิจโลกทุนนิยมไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนสองในสามของเศรษฐกิจโลก ได้มาถึงจุดอิ่มตัวหรือวาระสุดท้ายของวงจรของมันที่เริ่มหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ตอนนี้โลกมีหนี้มากกว่าทุนไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า จะใช้คืนหนี้ได้ก็ต้องพิมพ์เงินอย่างเดียว จีดีพีโลกขณะนี้อยู่ที่ 60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หนี้อยู่ที่ 200ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าจะให้เศรษฐกิจโตต่อไป ต้องเพิ่มหนี้ไปอีก แต่ตอนนี้มันเพิ่มไม่ได้เพราะว่าเศรษฐกิจมันพังไปแล้ว หนี้เสียบานเบอะ รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้ว เลยต้องเข้ามาอุ้มทั้งระบบผ่านงบประมาณและการพิมพ์เงิน
การพิมพ์เงินคือการเพิ่มปริมาณเงินโดยที่ของยังมีอยู่เท่าเดิม ค่าของเงินก็ต้องลดลงโดยปริยาย ท้ายที่สุดเงินจะไร้ค่า เพราะเงินเฟ้อจะกินหมดจนระบบการเงินโลกต้องมารีเชตกันใหม่
สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุโรปบาดเจ็บและเสียหายจากสงครามมาก ทำให้มีการตกลงกันที่จะพิมพ์เงินเป็นเท่าตัวเพื่อจ่ายค่าปฏิกรณ์สงคราม ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจยุโรปฟื้นเป็นแบบฟองสบู่ในทศวรรษที่ 1920s ขณะนั้นระบบการเงินโลกยังใช้มาตรฐานทองคำอยู่ พอฟองสบู่แตก อังกฤษ (เซอร์ไพรส์!!!) เป็นประเทศแรกที่ก่อสงครามการเงิน ด้วยการลดค่าเงินและออกจากมาตรฐานทองคำ เพราะคนไม่เชื่อมั่นในเงินปอนด์ ไม่อยากเก็บปอนด์ เอาปอนด์มาแลกคืนทองคำ จนอังกฤษแทบไม่มีทองคำให้แลกคืน เลยออกจากมาตรฐานทองคำดื้อๆ ประเทศอื่นอย่างเยอรมนี สวีเดนหนีตายตามมา
ระบบการเงินโลกเลยปั่นป่วนจนนำมาซึ่งสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1939
ขณะนี้เยอรมนีรู้ดีว่าสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น นี้ล้มละลายแล้วจึงทำเรื่องขอทองคำที่ฝากไว้กับนิวยอร์ก ลอนดอนและปารีสกลับไปไว้บ้านตัวเอง เพื่อเตรียมการพิมพ์มาร์คเอง โดยมีทองหนุน นาทีนี้ไม่มีใครไว้ใจกันแล้ว
ปีที่แล้วรัสเซียนำเข้าทองคำมากที่สุดในโลก ตามมาด้วยจีน อินเดีย ซึ่งกำลังตุนทองกันอุตลุด เตรียมพร้อมกับการกลับมาของระบบมาตรฐานทองคำ โดยที่การพิมพ์เงินของแต่ละประเทศต้องมีทองคำหนุนหลัง ไม่ใช่พึ่งพากระดาษที่ไร้ค่าของดอลลาร์หนุนหลังเหมือนที่ทำกันทุกวันนี้
อิหร่าน ตุรกีก็ซื้อขายน้ำมันด้วยทองไม่ผ่านดอลลาร์อีกแล้ว พวกผู้ผลิตน้ำมันตอนนี้ไม่อยากได้ดอลลาร์ เพราะถือดอลลาร์ไปค่ามีแต่จะตกไม่รู้เมื่อไหร่จะกลายเป็นเศษกระดาษ
ขณะที่ตะวันออกกลางยังคุกรุ่นไม่เลิก พวกนักล่าอาณานิคมกลับมาฟื้นชีพด้วยการปล้นสะดมแอฟริกากันใหม่ เอเชียเรากำลังกลายเป็นสมรภูมิที่กำลังก่อเค้าเพราะสหรัฐอเมริกากำลังย้ายกองกำลังทหารมายังภูมิภาคนี้เพื่อปิดล้อมจีน และกอบโกยทรัพยากรในภูมิภาคนี้ต่อไป
เมืองไทยเรายังไม่มีการเตรียมตัวอะไรกับภาวะสงครามการเงิน การรื้อฟื้นมาตรฐานทองคำ และความตึงเครียดของภูมิศาสตร์ทางด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ค่าเงินบาทจะไม่มีเสถียรภาพต่อไป แบงก์และตลาดหุ้นอาจจะล้ม จากการโจมตีของเงินร้อนโดยพวกนักการเงินที่กู้ดอลลาร์หรือเยนถูกๆ แล้วมาเก็งกำไรในตลาดบ้านเรา สุดท้ายเวลาเขาถอนเงินออกจากระบบการเงินบ้านเราอย่างฉับพลัน ตลาดหุ้นและระบบแบงก์จะพัง
และยิ่งถ้าเรายังคงพิมพ์บาทโดยอิงดอลลาร์ที่กำลังด้อยค่าอยู่ และเก็บดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ต่อไปจะหมดตัว วิกฤติจะรุนแรงมากกว่าปี 2540



