
'พงษ์ศักดิ์'จ่อประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน
'รมว.พลังงาน 'เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน ขอ ปชช. ร่วมประหยัดพลังงาน เดือน เม.ย. รับมือพม่าหยุดจ่ายก๊าช 4 เม.ย.นี้ เร่งเจรจาให้เลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงท่อก๊าซ
16 ก.พ.56 นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในรายการรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานในประเทศ ว่า พลังงานไฟฟาของไทยมาจากก๊าซธรรมชาติถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่า จะเกิดปัญหาในเร็วๆนี้ เนื่องจากปัญหาท่อก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ขาดเนื่องจากถูกสมอเรือ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2555 ทำให้ส่งก๊าซไม่ได้ ทำให้ก๊าซขาดไปถึง 270 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแท่นขุดเจาะที่ประเทศพม่ามีการทรุดตัวลงทำให้ต้องปิดเพื่อซ่อมแซม ซึ่งการผลิตก๊าซที่พม่าถือเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ของประเทศ เพราะไทยซื้อจากพม่าถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เมื่อรวม 2แหล่งนี้ตกประมาณ 1,370 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากก๊าซทั้งหมดหายไป ซึ่งจะสงผลกระทบต่อความต้องการไฟฟ้าของประเทศได้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าเดือนเม.ย.ที่เข้าสู่ฤดูร้อนจะมีการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น พลังานไฟฟ้าก็จะหายไป 4,100 เมกะวัตต์ ซึ่งการหายไปของพลังงานไฟฟ้านี้ ทางกระทรวงก็จะแก้ไขโดยเปิดโรงไฟฟ้าเก่าที่เลิกใช้แล้วมาผลิตไฟฟ้าใหม่ เพื่อรองรับ แต่ก็คิดว่าไม่เพียงพอ
“กระทรวงพลังงานเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือน เม.ย.เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชน หน่วยงาน ให้ประหยัดการใช้พลังงาน ในช่วงดังกล่าวในสัปดาห์หน้าจะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมแผนรับมือวิกฤต ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 4 เม.ย.ที่พม่าหยุดซ่อมบำรุงท่อก๊าซ ซึ่งจะทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หายจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงาน จะเร่งเจรจากับพม่าให้เลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงท่อก๊าซออกไปเป็นวันที่ 7 - 8 เม.ย.นี้ เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยลงได้ ”นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยต้องพึงสังวร เพราะเราอาศัยก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงานมาก ต่อไปอีก 9 ปีข้างหน้าสัมปทานในอ่าวไทยก็จะหมดอายุสัปทาน อีกทั้งยังมีกลุ่มเอ็นจีโอที่ต่อต้านไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มทั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ก๊าซ ถ่านหิน ดังนั้นทุกคนต้องตัดสินใจเลือกทางไหนกับอนาคตของประเทศ ส่วนกระทรวงพลังงานก็จะเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนว่ามีความจำเป็นต้องสร้างเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
"แม้ว่าจะมีกลุ่มเอ็นจีโอออกมาต่อต้านก็ตาม โดยเกรงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่กลุ่มเอ็นจีโอต้องคำนึงถึงจริยธรรมคุณธรรมด้วย เพราะการต่อต้านต้องอยู่ในกรอบด้วย เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใดๆต้องทำตามมาตราฐานและเงื่อนไขทั่วโลก ทั้งเรื่องฝุ่น ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการตรวจสอบอยู่แล้ว ถ้าหากทำผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็ขอให้ยอมรับ
แต่ในทางตรงกันข้าม ไม่ยอมรับแล้วก็บิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้งที่บางคนก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ ทั้งการสร้างแหล่งพลังงานไม่ใช่ได้เพียงพลังงานเท่านั้นจะได้ช่วยเหลือด้านอื่นๆด้วย เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า นอกจากจะได้พลังงานงานแล้วยังสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อีก อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานได้มีการเตรียมแผนรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้เข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง นอกจากนี้กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการผลิตพลังงานทดแทนหรือพลังงงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ก็ใช้ในในวงจำกัด รวมทั้งส่งเสริมการทำพลังงานชีวภาพ ล่าสุดผลิตก๊าซ ซีดีจี ที่ผลิตจากมูลสัตว์ จะเป็นพลังงานที่น่าสนใจและราคาถูก" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว



