
บิวตี้ฟรุตตัวแม่สำหรับร้อนนี้
บิวตี้ฟรุตตัวแม่สำหรับร้อนนี้
ในช่วงที่อากาศในบ้านเราร้อนจัดจนแทบไม่อยากทำอะไร การดื่มน้ำเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายคลายร้อนบางครั้งอาจไม่เพียงพอ การแก้กระหายด้วยการรับประทานผลไม้ที่มีทั้งน้ำและเนื้อชุ่มฉ่ำก็เป็นทางเลือกที่นอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นด้วยน้ำตาลฟรุคโตสและวิตามินซีแล้ว ผลไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติที่ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการขาดน้ำแบบครบครัน หนึ่งในผลไม้ที่ให้ได้ครบเครื่องนั้นย่อมมี “เสาวรส” รวมอยู่ด้วย พิเศษสุดคือคุณประโยชน์ด้านความงามที่สาวๆ ต้องชอบ
ดร.กิตติพร พันธ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการด้านโภชนาการและสุขภาพ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย แนะนำว่า ผลเสาวรสสามารถรับประทานได้สดๆ หรือนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้ โดยเสาวรสเป็นผลไม้ที่มีน้ำมากถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะกับสภาพอากาศร้อน ภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ รสชาติที่ออกเปรี้ยวยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัวขึ้นมาทันที นอกจากนี้ เสาวรสยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง โดยคิดเป็นอัตราที่สูงกว่ามะนาวถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เสาวรสครึ่งผลให้วิตามินซีมากกว่ามะนาวหนึ่งผลเสียอีก วิตามินซีมีคุณประโยชน์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงผิวพรรณและผลัดเซลล์ผิว นอกจากนี้เสาวรสยังมีวิตามินเอและสารไลโคปีน ซึ่งมีส่วนช่วยเติมเต็มความชุ่มชื่นให้ผิว บำรุงสายตา สมานผิวและรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ที่สำคัญคือ เสาวรสเป็นแหล่งไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารสูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย การดูดซับน้ำ และช่วยลดการดูดซึมสารพิษอีกด้วย
"นอกจากคุณประโยชน์ทางยาและสารอาหารแล้ว เสาวรสยังสามารถใช้ประทินผิวให้สวยเปล่งปลั่งได้ในหลายลักษณะ เช่น ใช้ผสมเป็นมาสก์พอกหน้า เพราะวิตามินซีและวิตามินเอในเสาวรสนั้นขึ้นชื่อทั้งในเรื่องของการสมานผิวและลดเลือนรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ รอยแดง ฝ้า กระ ให้ดูจางลง ช่วยให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น และลดอาการอักเสบของสิว ส่วนน้ำมันเสาวรสที่ใช้เป็นยาบรรเทาปวดเมื่อยได้ตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ในปัจจุบัน ก็ยังมีการนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการนวดสปา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือนวดอโรมา" ผู้จัดการด้านนโภชนการและสุขภาพฯ ให้ความรู้
พร้อมกันนี้ยังแนะนำการดับร้อนกับเมนูเสาวรส ด้วยว่า หากใครยังไม่คุ้นกับรสชาติของเสาวรส อาจลองเริ่มจากการดื่มน้ำเสาวรส หรือน้ำเสาวรสผสมผลไม้อื่น หรือผสมน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน หากต้องการเน้นการลดไขมันในเส้นเลือด ก็สามารถใช้เสาวรสผสมกระเจี๊ยบแดงหรือดอกคำฝอยได้ ในต่างประเทศนั้น มีการบริโภคเสาวรสมาเกือบยาวนานเป็นศตวรรษและในหลายรูปแบบ เช่น ฮาวายเป็นแหล่งที่มีอัตราการบริโภคเสาวรสต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยนิยมดื่มน้ำเสาวรส น้ำเสาวรสเข้มข้น รวมทั้งนำเสาวรสมาทำเป็นน้ำเชื่อมแต่งหน้าน้ำแข็งใสและไอศกรีม ส่วนนิวซีแลนด์และออสเตรเลียนิยมรับประทานเสาวรสเป็นฟรุตสลัด รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมในการทำขนม ในออสเตรเลียนั้นมีการผลิตน้ำอัดลมรสเสาวรสตั้งแต่ราว 80 ปีที่แล้ว ขณะที่ในเม็กซิโกมีการนำเสาวรสมาคู่กับพริกป่นและน้ำเลมอน เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย มีการบริโภคเสาวรสทั้งในแบบคาวและหวาน เรามีเมนูน้ำพริกเสาวรส น้ำพริกกะปิผสมเสาวรส บางคนอาจรับประทานสดๆ โดยผ่าครึ่งแล้วเอาช้อนตักกิน หรือนำมาคั้นเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพตามแต่ความชอบ โดยเสาวรสพันธุ์สีม่วงได้รับความนิยมมากที่สุดเนื่องจากมีรสเปรี้ยวอมหวาน กินแล้วสดชื่น ชุ่มคอ เหมาะกับการบริโภคสด ขณะที่พันธุ์สีเหลืองหรือสีทอง และพันธุ์ผสมจะมีรสเปรี้ยวกว่า เหมาะกับการแปรรูปมากกว่า หากใครต้องการบริโภคสดแล้วอยากตัดรสเปรี้ยว ก็สามารถเติมน้ำตาลทรายเล็กน้อยก่อนที่จะตักขึ้นมากินโดยสามารถกินได้ทั้งเมล็ด
"เสาวรส สมัยก่อนจะรู้จักเสาวรสกันในชื่อ ลูกกะทกรก กะทกรกฝรั่ง กะทกรกสีดา กะทกรกยักษ์ ฯลฯ แต่ต่อมาสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปลี่ยนเป็นลูกเสาวรสและส่งเสริมให้มีการขายและรับประทานผลไม้ชนิดนี้กันอย่างกว้างขวาง และการเลือกซื้อเสาวรสนั้น ควรเลือกซื้อลูกที่เริ่มสุก สังเกตจากเปลือกจะมีสีเหลือง เต่งตึง ไม่เหี่ยว และควรเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่ เพราะเนื้อเยอะและสามารถตักกินได้ง่าย เมื่อซื้อมาแล้วควรกินหรือทำน้ำผลไม้ดื่มสดๆ เลย เพราะหากทิ้งไว้นานเปลือกจะเหี่ยว เนื้อและเมล็ดจะหายไป รวมถึงกลิ่นรสก็จะเปลี่ยนไปด้วย" ดร.กิตติพร กล่าวปิดท้าย



