ข่าว

'เฉลิม'ตอบกระทู้ปมโรงพักฉาว!

'เฉลิม'ตอบกระทู้ปมโรงพักฉาว!

14 ก.พ. 2556

'เฉลิม' ตอบกระทู้ปมโรงพักฉาว ป้อง 'พงศพัศ' ไม่มีเอี่ยวทุจริต ด้าน 'ชูวิทย์' แฉเอกสารขยายเวลาก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง ระบุพบพิรุธทำสัญญาเอื้อเอกชน-รัฐเสียประโยชน์

                      14 ก.พ.56 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงกระทู้ถามสด นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามสด ในประเด็นโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ จำนวน 396 แห่ง และอาคารที่พักข้าราชการตำรวจ งบประมาณก่อสร้าง 5,848 ล้านบาท ที่มีปัญหาการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เพราะบริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทิ้งงาน โดยจากการตรวจสอบพบการทุจริตหรือไม่ รวมถึง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานทีโออาร์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

                      ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในฐานะกำกับ สตช. ชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวเป็นการโกง ทุจริต และคอรัปชั่น ทั้งนี้โครงการดังกล่าวทำมาตั้งแต่สมัยที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกฯ กำกับ สตช. สั่งให้เสนอโครงการดำเนินการ ประเด็นสำคัญคือ ได้อนุมัติโครงการครั้งแรก เมื่อ 9 มิ.ย.52 โดยให้กระจายการจ้างแบบรายภาค ตามข้อเสนอของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. เพื่อให้เกิดการแข่งขัน แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พ.ย.52 ได้เปลี่ยนโครงการให้อนุมัติจัดจ้างแบบรายเดียว แม้บริษัทผู้รับเหมารวม 8 บริษัท นำโดย บริษัท พีซีซีฯ ทำหนังสือร้องทุกข์ว่าไม่ควรทำเนื่องจากจะผิดกฎหมายร่วมทุน ส่วนกรณีที่ถามว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เกี่ยวกับการทุจริตหรือไม่ ตนขอชี้แจงว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เกี่ยวในรอบแรก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเป็นการจัดจ้างแบบรวมสัญญา เพราะเป็นประธานทำทีโออาร์ ในครั้งนั้น พล.ต.อ.พงศพัศ เห็นว่าควรแยกการจัดจ้างเป็นแบบรายภาค ส่วนภายหลังที่มีการอนุมัติทำสัญญาแบบรวมนั้นไม่เกี่ยวกับพล.ต.อ.พงศพัศ

                      “มีนายตำรวจที่ทำงานมาบอกผมว่าเหตุที่ต้องเปลี่ยนสัญญาเป็นแบบรวมภาคนั้น เพราะมีนักการเมืองชั่วๆ มาบีบให้มีการเปลี่ยน” ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจง

                      ทั้งนี้ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงต่อข้อคำถามที่ว่า เมื่อทราบว่ามีการทำผิดกฎหมายเหตุใดไม่บอกเลิกสัญญา แต่กลับพบว่ามีการขยายเวลาก่อสร้างอีกว่า ตนไม่โง่ เพราะหากบอกเลิกสัญญาก่อนวันครบกำหนดก่อสร้าง 14 มี.ค.56 อาจถูกฟ้องร้องได้ ดังนั้นตนจึงรอให้ครบวันกำหนดก่อสร้างตามสัญญาก่อน เพราะจะใช้เป็นประเด็นแจ้งดำเนินคดีบริษัทพีซีซี ฐานะฉ่อโกงทรัพย์ หลอกลวง อย่างไรก็ตามประเด็นที่เกิดขึ้นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ขณะนี้มีพยานบุคคลและหลักฐานชัด เชื่อจะมีคนเข้าคุกอย่างแน่นอน โดย ร.ต.อ.เฉลิม ยังได้ตอบกระทู้ถามสดเรื่องตรวจสอบการบริหารงบประมาณในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบุคคลที่ต้องมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งถามโดยนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่า  ประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบหากพบบุคคลที่ทำผิดต้องดำเนินคดี

                      “ผมไม่กล้าฟันธงว่าใครผิดหรือถูก เพราะไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่คนที่ทำหน้าที่คือ ดีเอสไอ ทั้งนี้ตนมีข้อมูลจากบุคคลที่มาเล่าให้ฟังว่า ที่รีบร้อนทำสัญญา เพราะเขาต้องการเบิกงบประมาณก่อน 15 เปอร์เซ็นต์หรือเป็นเงินกว่า  800 กว่าล้าน ทราบว่าเมื่อเบิกเงินแล้วมีการจ่ายเบี้ยรายทาง จนทำให้ผู้รับจ้างไม่มีเงินไปก่อสร้างและเมื่อก่อสร้างวดแรกไมได้ ก็ไม่สามารถเบิกเงินในงวดต่อๆ ไปได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้น” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

                      ทั้งนี้นายชวลิต ถามโดยมีข้อมูลว่าการทำโครงการดังกล่าว มีธนาคารออมสินเป็นผู้ค้ำประกัน ทั้งที่โดยปกติธนาคารออกสินจะไม่ค้ำกันโครงการที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ตนห่วงว่าจะเกิดความเสียหายในอนาคต เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้เบิกจ่ายเงินล่วงหน้า 15 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 887.2 ล้านบาท เบิกจ่ายค่างวดงานไปแล้ว 656.2 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่เบิกจ่ายแล้ว 1,533 ล้านบาท แต่พบว่ามีผู้รับจ้างเข้าไปก่อสร้างแล้ว  280 แห่ง ส่วนอีก 116 แห่งยังไม่ได้ดำเนินงาน และยังไม่ที่ไหนสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ทั้งนี้รัฐบาลได้ประเมินค่าความเสียหายไว้หรือไม่ ทำให้รองนายกฯ ชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวดีเอสไอได้ตรวจสอบ เส้นทางการเงินชัดเจน ซึ่งต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตามตนไม่มีข้อมูลตามที่นายชวลิตมีขอให้นำไปมอบให้กับดีเอสไอเพื่อตรวจสอบต่อไป

 

'ชูวิทย์' แฉเอกสารขยายเวลาก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง

 

                      นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย แถลงข่าวประเด็นการคอรัปชั่นงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง และอาคารที่พักข้าราชการตำรวจ โดยล่าสุดพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ปัดความรับผิดชอบและโบ้ยเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี รวมถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะผู้สอบสวนการทุจริตโครงการดังกล่าวการันตีว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรอง ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการทีโออาร์โครงการดังกล่าวไม่มีความผิดว่า ตนไม่อยากให้มีการหลงประเด็น เพราะตามเอกสารที่ตนมียืนยันได้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีส่วนที่กระทำการทุจริตและต้องร่วมรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยตนพบพิรุธในส่วนของการขยายเวลาก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) ลงวันที่ 7 พ.ย.2555 ซึ่งพล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ลงนามแทน ผบ.ตร. ลงนามในหนังสือขยายเวลาก่อสร้างพบว่าการออกประกาศขยายเวลา ไม่ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม) ที่เห็นชอบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกรามบัญชีกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ระบุถึงการให้ความช่วยเหลือผู้รับจ้างก่อสร้างในพื้นที่ภาคใต้ เพราะประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในข้อ 4.5 - 4.9

                      โดยสาระสำคัญ คือ ผู้ประกอบการที่ขอรับความช่วยเหลือต้องยื่นคำร้องต่อหน่วยงานคู่สัญญาภายใน 60 วัน นอกจากนั้นยังพบความไม่โปร่งใส ที่เอกสารดังกล่าวระบุให้ใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยกรพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 139 ซึ่งระบุว่าให้งดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาหรือขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลงให้อยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราการที่จะพิจารณา โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้ 1.เหตุเกิดความจากผิดหรือความบกพร่องของส่วนราชการ 2.เหตุสุดวิสัย และ 3.จากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

                      “การขยายเวลาก่อสร้างโดยนำระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัสดุ ข้อ 139 มาระบุ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ชัดเจน ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ประเทศต้องนำข้อ 137 ในระเบียบฉบับเดียวกัน ที่ระบุว่า ให้หัวหน้าราชการพิจารณาใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ในการตกลงกับคู่สัญญาที่จะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกล ให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาได้เฉพาะกรณีที่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการโดยตรงหรือแก้ไขข้อเสียเปรียบของทางราชการมาบังคับใช้ ซึ่งกรณีที่ไม่ได้นำมาใช้ทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการได้ค่าปรับ ถึงวันละ 5.8 ล้านบาท” นายชูวิทย์ กล่าว

                      นายชูวิทย์ กล่าวย้ำว่าการอนุมัติให้เอกชนขยายเวลาก่อสร้าง รอบวันที่ 7 พ.ย.2555 มีมติ ครม. ประกาศชัดเจนว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้ 10 จังหวัด คือ จ.สุราษฎร์ธานี, จ.นครศรีธรรมราช, จ.พัทลุง, จ.สงขลา, จ.กระบี่, จ.ชุมพร, จ.พังงาน, จ.นราธิวาส และ จ.สตูล ซึ่งได้รับผลกรทบจากอุทกภัยเท่านั้น แต่เมื่อมีการทำสัญญาจ้างเป็นแบบรวมภาคทำให้พื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ตามประกาศได้รับสิทธิ์ขยายเวลาก่อสร้างไปด้วย ดังนั้นประเด็นนี้จึงถือว่าเป็นการบริหารโครงการที่ชุ่ย ใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ในช่วงวันเสาร์หรืออาทิตย์นี้ตนจะขอเข้าพบนายธาริต ที่สำนักดีเอสไอ หากนายธาริตไม่ยอมเปิดสำนักงานให้เข้าตนจะประจานหน้าสำนักงาน นอกจากนี้แล้ว ตนใช้เงินส่วนตัวประมาณ 4 แสนบาทเพื่อทำป้ายประจานความอัปยศโครงการก่อสร้างโรงพักฯ ที่พบปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน เบื้องต้นได้ทำการติดตั้งแล้วในพื้นที่กทม. บริเวณทางด่วน