
'มาดริด'ตีเจ๊า'ผีแดง'1-1
"เรอัล มาดริด"เปิดบ้านไล่ตีเสมอ "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" 1-1 แบบสุดมันในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อคเอาท์ นัดแรก วันที่ 13 ก.พ.
วันที่ 14 ก.พ.56 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ที่ซานติอาโก เบอร์นาบิว เรอัล มาดริด เปิดบ้านพบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้ฝั่งมาดริด ใส่ชื่อเปเป้ เป็นแค่ตัวสำรอง ใช้ราฟาเอล วาราน คู่กับ เซร์คิโอ รามอส ส่วนฝั่งทีมเยือนจากอังกฤษ ใช้ริโอ เฟอร์ดินานด์ คู่กับจอห์นนี่ อีแวนส์ ขณะที่ฟิล โจนส์ ลงมายืนคุมแดนกลางกับไมเคิล คาร์ริค และมีแดนนี่ เวลเบ็ค เล่นทางกราบขวา
เริ่มเกมมา 10 นาที เรอัล มาดริด ต่อบอลขึ้นมาหน้าประตูทีมเยือน ได้ยิงทักทายจากทั้ง ซามี่ เคดิร่า, อังเกล ดิ มาเรีย และได้เสียวจากการยิงของฟาบิโอ โคเอนเทรา ที่ตัดจากริมเส้นซ้ายเข้ามายิงด้วยเท้าขวา บอลชนเสาเหลี่ยมนอกกระดอนออกมาอย่างน่าเสียดาย
เกมผ่านไป 20 นาที กลับเป็นฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ขึ้นนำจากจังหวะเตะมุม เวย์น รูนี่ย์ เปิดให้แดนนี่ เวลเบ็ค โขกเข้าประตูออกนำไปก่อน
หลังจากนั้น 10 นาที ดิ มาเรีย เปิดลูกจากริมเส้นซ้าย บอลข้ามมาถึงเสาไกลทางขวา โรนัลโด้ ขึ้นโหม่งโล่งๆ ตามตีเสมอ 1-1 โดยโรนัลโด้ ก็ยังให้ความเคารพทีมเก่า ไม่แสดงอาการดีใจหลังใส่สกอร์
ท้ายครึ่งแรก โรนัลโด้ มีโอกาสโขกลูกครอสจากโคเอนเทรา อีกรอบ แต่จังหวะขึ้นโหม่งบอลไปโดนไหล่กระดอนออกนอกกรอบ จบครึ่งแรก เสมอ 1-1
เริ่มครึ่งหลัง ฝั่งแมนฯยูไนเต็ด พยายามขึ้นเกมกันมากขึ้น มาดริด ยังมีโอกาสใส่สกอร์อีกจากจังหวะครอสบอลของ เคดิร่า จากฝั่งขวา บอลข้ามมาฝั่งซ้าย อังเกล ดิ มาเรีย ป้ายบอลเปลี่ยนทางเกือบเบียดเสา แต่ไปติดเท้า ดาบิด เด กีอา
นาทีที่ 70 โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ หลุดไปทางกราบขวา สับไกยิงแสกหน้าดิเอโก้ โลเปซ นายทวารเจ้าบ้านปัดบอลไปกระดอนคาน ปีศาจแดงเกือบขึ้นนำอีกรอบ หลังจากนั้น ฟาน เพอร์ซี่ ยังมีโอกาสหลุดเดี่ยวจากจังหวะที่เพื่อนชิพบอลข้ามกองหลัง ฟาน เพอร์ซี่ แตะบอลผ่านโลเปซ ได้แล้วแต่ อลอนโซ วิ่งตามมาเคลียร์จากหน้าเส้นประตูแบบหวุดหวิด
2 นาทีสุดท้าย โรนัลโด้ มีโอกาสเข้าชาร์จหน้าประตู แต่บอลไปขลุกขลิกติดขาฟิล โจนส์ ที่ลงมาประกบ ขณะที่ฝั่งทีมเยือนบุกแลกหมัด โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มีโอกาสสับไกยิงด้วยซ้ายแต่ก็ยังไปติดเซฟ โลเปซ แต่ผู้ตัดสินไม่ให้โอกาสทีมเยือนเตะมุม เป่านกหวีดจบเกม เสมอ 1-1
ด้านเกมคู่ชัคตาร์โดเน็ทส์ค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ฝั่งเจ้าบ้านยูเครน ได้ประตูขึ้นนำก่อนจากฟรีคิกสุดสวยของดาริโย เซอร์น่า นาทีที่ 31 ส่วนเสือเหลืองจากเยอรมัน ตีเสมอจากลูกยิงเผาขนของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นาทีที่ 41 ครึ่งหลัง เจ้าบ้านขึ้นนำ 2-1 จากลูกวอลเลย์ของดักลาส คอสต้า นาทีที่ 68 แต่ช่วง 3 นาทีสุดท้าย แม็ตต์ ฮัมเมลส์ โขกตีเสมอ 2-2



