
เดิน...หาเสียง
เดิน...หาเสียง : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
ช่วงนี้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่อีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ เรื่องของการลงพื้นที่เดินหาเสียง ที่มีการนำเสนอข่าวรายวัน
เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ยังน่าสนใจอยู่ เพราะในการนำเสนอข่าวนั้น เป็นการนำเสนอพื้นที่ที่ผู้สมัครแต่ละคนคิดว่าตัวเองจะได้คะแนนเสียง
แล้วก็ตามมาด้วยกิจกรรมสนุกสนานหลายอย่างไม่ว่าจะสับไก่ หรือขับรถเมล์ หรือกินกล้วยปิ้ง
เมื่อมาผนวกกับเรื่องของโพลล์เมื่อไม่นานมานี้ ว่าคนจะไปเลือกตั้งสนใจเรื่องอะไรบ้างก็พบว่า สามอันดับแรก ได้แก่ เรื่องของบุคลิกภาพ นโยบาย และ การลงพื้นที่
การลงพื้นที่จึงน่าจะมีความหมายในแง่ของการลงไปพบปะผู้คน และรับรู้ถึงปัญหาในพื้นที่ ซึ่งในอีกทางหนึ่ง ก็สะท้อนถึงว่าในแต่ละวันตัวผู้ว่าฯ และระบอบเมืองนั้นอาจจะไม่ได้เข้าถึงประชาชนได้ขนาดนั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในเวลาที่เหลืออยู่ สิ่งที่น่าจะเรียกร้องก็คือการให้สื่อนั้นเป็นคนจูงผู้สมัครผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ มากกว่าให้บรรดาผู้สมัครจูงสื่อลงพื้นที่
อาทิ สื่อควรจะเร่งทำข่าวว่าพื้นที่ไหนมีปัญหาเรื่องอะไร แล้วผู้ว่าฯ สนใจหรือไม่
การลากผู้สมัครผู้ว่าฯ ให้ลงไปในแต่ละพื้นที่จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าปล่อยให้มีบรรยากาศการหาเสียงเฉพาะตามพื้นที่หน่วยงานต่างๆ เพราะว่าการปกครองท้องถิ่นนั้นคำถึงพื้นที่มากอยู่สักหน่อย
นอกจากนั้น เรื่องที่ควรสนใจเพิ่มเติมก็คือ การเดินหาเสียง กับการเดินทั่วไปนั้นแตกต่างกันแค่ไหน
ในแง่ที่ว่า มีงานวิชาการชิ้นหนึ่ง มีความสนใจว่า การเดินในเมืองนั้นช่างเป็นเรื่องที่รัฐและระบบผังเมืองนั้นเข้าใจได้ยาก เพราะการวางผังเมืองมักจะมองลงจากเบื้องบน และพยายามจัดระบบระเบียบมากมายตามที่รัฐสนใจ
ขณะที่การเดินในเมืองของคนแต่ละคนนั้น ช่างเป็นเรื่องเหมือนการสร้างสรรค์บทเพลงเฉพาะตัวของแต่ละคนที่รัฐนั้นเข้าใจได้ยากยิ่ง
ในแง่นี้การเดินหาเสียง จึงอาจจะแตกต่างจากการเดินเพื่อเข้าใจและได้ยินเสียงของผู้คนในความหมายของการลองเดินและใช้ชีวิตจริงๆ ว่าคนในเมืองนี้เดินได้มากน้อยแค่ไหน และมีอะไรที่มันขัดขวางไม่ให้เขาเดินกันได้
เช่นการลองเดินในความหมายของคนตาบอด ผู้สมัครผู้ว่าฯ อาจจะได้รับรู้มากขึ้นว่าลำบากแค่ไหน หรือลองเดินในความหมายของคนชรา ที่ต้องข้ามสะพานลอย
หรือเดินในความหมายของคนที่ใช้รถเข็น
หรือเดินในยามค่ำคืน
หรือเดินเพื่อการพักผ่อนในช่วงวันหยุด และเสาร์อาทิตย์
การเดินแบบนี้อาจจะไม่ใช่การเดินไปขอคะแนน แต่เป็นการสวมชีวิตของคนเหล่านั้นที่เขามีชีวิตอยู่ในเมืองกันมิใช่น้อย
ยังมีเวลาเดินอีกหลายวัน และฟังเสียงเพลงของพลเมืองที่สร้างสรรค์บรรเลง
ขาดแต่ผู้สมัครจะได้ยิน และจะสามารถทำตัวราวกับเป็นวาทยกรที่ผสมผสานเสียงเหล่านี้ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันอยู่ครับ



