
'เจริญ'เดินสายหารือปมนิรโทษกรรม
'เจริญ' เดินสายหารือ ส.ว. ปมนิรโทษกรรม ด้าน 'สมชาย' ค้านออกร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ ชี้เอาประชาชนเป็นตัวประกัน
13 ก.พ.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 พยายามเป็นคนกลางประสานกลุ่มการเมืองทุกสี พรรคการเมือง เช่นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยหารือถึงแนวทางออกของปัญหาความขัดแย้ง และการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ล่าสุดนั้นนายเจริญได้เชิญนายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม ร่วมหารือถึงประเด็นดังกล่าวที่ห้องทำงานส่วนตัว เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา
โดยวันนี้นายประวัติ ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าได้เข้าพบและหารือในประเด็นดังกล่าวกับนายเจริญจริง แต่ไม่ได้มีการต่อรองในเงื่อนไขหรือประเด็นใดๆ อย่างที่สังคมสงสัยว่า ต้องการทำเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดหรือไม่ ซึ่งนอกจากตนแล้วยังมี ส.ว. อีก 2-3 คน เข้าพบนายเจริญด้วย โดยสาระที่หารือคือแนวทางที่จะนำไปสู่ความปรองดองของประเทศ และที่ผ่านมามีแค่คนพูดถึงต้องการเห็นความปรองดองแต่ไม่มีคนลงมือทำ ทั้งนี้ตนสนับสนุนแนวทางที่นายเจริญเชิญตัวแทนกลุ่มสี และพรรคการเมืองเข้ามาหารือนอกรอบเพื่อวางกรอบในการทำกฎหมายซึ่งนำไปสู่การลดความขัดแย้ง
“ก่อนหน้านี้ท่านนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เคยพูดเหมือนกันว่าต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในชาติ ดังนั้นแนวทางนี้จะได้รับการตอบรับจากวุฒิสภา แต่การสรุปว่าจะเห็นด้วยกับการออกกกฎหมายฉบับใดหรือไม่นั้นต้องคุยกัน โดยยอมรับว่าขณะนี้ ส.ว.มีความคิดอิสระและหลากหลาย” นายประวัติ กล่าว
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่าแนวคิดการออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการนิรโทษกรรม จำนวน 2 ฉบับ คือ นิรโทษกรรมให้ประชาชนซึ่งมีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายห้ามชุมนุม และบรรเทาความขัดแย้งว่า ส่วนตัวคัดค้านการทำกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายห้ามชุมนุม เนื่องจากในทางปฏิบัติ รัฐบาลสามารถออกเป็นพระราชกำหนด ออกมาโดยเฉพาะได้ รวมถึงเชิญเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), อัยการ และตำรวจมาหารือถึงแนวทางการไม่สั่งฟ้องประชาชนที่กระทำความผิด หรือ ถอนฟ้องเนื่องจากหลักฐานอ่อน หรือ หลักฐานมีไม่เพียงพอได้ จากนั้นนำส่งให้ศาลพิจารณายกฟ้องได้ ทั้งนี้กลุ่มมวลชนทั้งสีเหลือง, สีแดง และเสื้อหลากสีก็จะได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด
“กรณีแนวคิดว่าต้องออกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จำนวน 2 ฉบับ โดยแยกเป็นประชาชน กับแกนนำนั้น ผมมองว่าเป็นการนำประชาชนมาเป็นตัวประกันว่า หากจะให้ประชาชนที่มาชุมนุมได้รับการนิรโทษกรรมต้องพ่วงกฎหมายนิรโทษกรรมสำหรับแกนนำ หรือผู้สั่งการ หรือหากไม่ยอมพิจารณาร่วมกันประชาชนก็จะไม่ได้รับปลดปล่อย” นายสมชาย กล่าว



