ข่าว

เคยคิดกันบ้างหรือยัง?

เคยคิดกันบ้างหรือยัง?

13 ก.พ. 2556

เคยคิดกันบ้างหรือยัง? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ตลอดระยะทางจากสนามบินแห่งชาตินครย่างกุ้งไปยังโรงแรมที่พัก คนขับแท็กซี่บ่นเรื่องรถติดไม่ขาดปาก
จากสภาพของรถรุ่นเก่า และเครื่องปรับอากาศที่สู้กับอากาศภายนอกไม่ได้ ทำให้ผมพลอยเบื่อและบ่นกับความอบอ้าวไม่ได้ แต่ก็ถามตัวเองว่าถ้าคนขับแท็กซี่ไปเจอกับการจราจรในกรุงเทพฯ ตอนนี้ แกอาจจะเลิกบ่นเรื่องรถติดในย่างกุ้งไปเลยก็ได้

              พม่าในอดีตหรือเมียนมาร์ในปัจจุบัน มีการปกครองในระบบพุทธสังคมนิยมมาเป็นเวลานาน โดยส่งเสริมให้ประชาชนเคร่งครัดในพุทธศาสนา การไปทำบุญ ทำทาน หรือบำเพ็ญเพียรภาวนาที่วัดถือเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญของพม่า ขณะเดียวกันรัฐบาลซึ่งเป็นเผด็จการทหาร ก็วางกรอบเกณฑ์การปกครองอย่างเข้มงวดตามแบบสังคมนิยม และดำเนินการปราบปรามผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงโดยไม่ใส่ใจต่อปฏิกิริยาของสหรัฐและประเทศตะวันตกที่เรียกร้องให้รัฐบาลพม่าให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน

              พุทธสังคมนิยมอันเป็นแนวทางที่รัฐบาลเผด็จการทหารใช้ในการปกครองประเทศนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะในยุคที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเผด็จการของไทยในยุคนั้นมักจะโฆษณาชวนเชื่อว่าคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูของศาสนา เพราะถือว่าศาสนาเป็นยาเสพติดที่มอมเมาประชาชน ถ้าคอมมิวนิสต์เข้ามาเมืองไทยได้เมื่อไหร่ จะยึดวัดและจับพระไปไถนา แต่ลัทธิสังคมนิยมกับพุทธศาสนาสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ในพม่า ทั้งนี้ก็เพราะยาเสพติดนั้นแม้จะเป็นโทษ แต่ก็เป็นคุณได้หากรู้จักใช้มัน

              ดังนั้น รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าจึงส่งเสริมให้ประชาชนของตนเสพติดศาสนา จนชีวิตของคนพม่าผูกพันอยู่กับวัดและการทำบุญ ทำทาน บำเพ็ญเพียรภาวนา ขณะที่ถูกล้อมกรอบภายนอกอย่างเข้มงวดด้วยอุดมการณ์สังคมนิยมและอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาล

              มีผู้รู้เล่าให้ผมฟังว่ารัฐบาลจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินที่วัดวาอารามต่างๆ ได้รับจากการบริจาคของประชาชน แต่ก็มีเงื่อนไขว่า วัดจะต้องใช้เงินดังกล่าวในการบูรณะซ่อมแซมวัดตามเวลาที่รัฐบาลกำหนด นั่นก็หมายความว่า เงินทุกจ๊าดจะถูกใช้ในประโยชน์ของวัดและเมื่อวัดอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยงดงามก็ย่อมจะเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนให้เข้ามาทำบุญหรือบำเพ็ญเพียรภาวนามากขึ้นตามไปด้วย วนเวียนกันเป็นวงกลมแบบนี้ล่ะครับ

              พม่านั้นเป็นประเทศที่ไม่ค่อยแคร์โลกภายนอกและยึดถือแนวคิดของตนเป็นสำคัญ แต่จู่ๆ เมื่อพม่าเปลี่ยนทิศทางของตนใหม่ ถึงขั้นที่ยอมให้ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านเข้ามามีบทบาททางการเมืองและการต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ช็อกโลกพอสมควร และทำให้การเปิดประเทศของพม่าดำเนินไปอย่างรวดเร็วซึ่งหากดูจากบ้านเมืองและผู้คนในเวลานี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พม่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

              ภาพของรถยนต์รุ่นเก่าที่โขยกเขยกไปตามท้องถนนที่เนืองแน่นไปด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ร้านโชห่วยเก่าแก่ กับห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย ผู้คนที่นุ่งโสร่งหิ้วปิ่นโต หรือนั่งกินอาหารตามแผงข้างถนน กับหนุ่มสาวในชุดทันสมัยที่นั่งดื่มกาแฟ หรือกินไอศกรีมกันในร้านที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ อาจทำให้หลายคนเป็นห่วงอนาคตของพม่า ว่าจะเป็นไปในรูปใด จะยังคงรักษาวัฒนธรรม และความเคร่งครัดในศาสนาไว้ได้นานเพียงไร

              เรื่องนี้มีคนบอกว่า พม่ามีประสบการณ์ในการประสานประโยชน์ จากความแตกต่างอย่างสุดขั้ว เช่นพุทธศาสนากับลัทธิสังคมนิยม มาอย่างช่ำชอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากในการจะประสานประโยชน์ระหว่าง ลัทธิสังคมนิยมกับทุนนิยมในแบบของพม่า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับประเทศใดในโลกก็ได้

              ว่าแต่ไทยเราเถอะครับ จะเอายังไง และจะไปทางไหนกันแน่

              เคยคิดกันบ้างหรือยังครับ ?