ข่าว

'มาร์ค'เตือนแก้ปัญหาไอแบงก์ต้องระวัง

'มาร์ค'เตือนแก้ปัญหาไอแบงก์ต้องระวัง

12 ก.พ. 2556

'อภิสิทธิ์' เตือนแก้ปัญหาเอสเอ็มอีแบงก์-ไอแบงก์ต้องระวัง บอร์ดอิสลามแบงก์เล็งตั้งคณะทำงานสอบทุจริตสินเชื่อ หลังพบหนี้เสียเกิดจากปล่อยสินเชื่อไม่รอบคอบ

               12ก.พ.2556 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีแนวคิดแก้ปัญหา​ธนาคารเอสเอ็มอีและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ด้วยการควบรวมว่า อยากให้การแก้ปัญหาโปร่งใส ซึ่งหากจะมีความเสียหายภาครัฐมีภาระที่ต้องไปดูแลก็ว่าไป แต่การจะไปควบรวมแล้วไปกระทบกับอีกองค์กรต้องระมัดระวัง หลายครั้งเกิดปัญหาแบบนี้ แทนที่คนที่แข็งแรงจะสามารถอุ้มคนอ่อนแอกว่าได้ จะกลายเป็นคนที่คนแข็งแรงกลายเป็นคนอ่อนแอไปด้วย เรื่องนี้ต้องระวัง อย่างไรก็ตาม​สถาบันการเงินของรัฐ หากเสถียรภาพง่อนแง่น ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่น ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีคำตอบในการแก้ไข ​และหวังว่าคงจะไม่ถึงขั้นการปรับลดเครดิต

               ขณะที่นายธานินทร์ อังสุวรังษี ผู้จัดการไอแบงก์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารวันนี้(13ก.พ.)คาดว่า จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบสาเหตุของการเกิดหนี้เสียของธนาคารว่า มีการทุจริตในกระบวนการปล่อยสินเชื่อหรือไม่ หลังจากที่ตนได้เข้าไปดูสาเหตุของการเกิดหนี้เสียเบื้องต้นว่า เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ 1.ปล่อยสินเชื่อโดยไม่รอบคอบ 2.ประเมินหลักประกันเกินจริง และ 3.ไม่มีการติดตามหนี้ที่ดีพอ

               ทั้งนี้หนี้เสีย ณ ปลายเดือนพฤศจิกายน 2555 อยู่ที่ระดับ 2.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 20% ของสินเชื่อคงค้าง 1.2 แสนล้านบาท แต่หากจัดชั้นคุณภาพตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติ ระดับหนี้เสียจะพุ่งขึ้นไปถึง 3.9 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 30% ของสินเชื่อคงค้าง

               เขากล่าวว่า ในยอดหนี้เสียดังกล่าวจะพบว่า เป็นหนี้เสียที่เกิดจากลูกค้ารายใหญ่ถึง 80% รายใหญ่สุดมียอดสินเชื่อสูงถึง 2 พันล้านบาท ส่วนใหญ่หรือ 50-60% เป็นสินเชื่อที่ปล่อยแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ รองลงมาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจทั่วไป แต่ยังไม่พบว่า เป็นลูกค้าที่ส่งมาจากการเมือง ทั้งนี้ หนี้เสียดังกล่าวได้ทยอยสะสมมาตั้งแต่ปี 2548 และ พุ่งสูงมากในปี 2553-54

               “สินเชื่อที่ปล่อยนั้น ส่วนใหญ่จะปล่อยเกินหลักประกัน เช่น หลักประกันมี 100 ก็ปล่อยไป 120 โดยนำส่วนที่เกินมา 20 นี้ มาชำระเป็นดอกเบี้ยในปีแรก เพื่อให้เลี้ยงหนี้ไปก่อน พอปีต่อมา สินเชื่อก็เริ่มมีปัญหา เป็นต้น ส่วนจะมีคนในร่วมกระบวนการปล่อยสินเชื่อโดยทุจริตหรือไม่ ประเด็นนี้ ทางบอร์ดของธนาคารจะเป็นผู้ตรวจสอบ”เขากล่าวและว่า

               ในจำนวนหนี้เสียดังกล่าว คาดว่า จะมีความสูญเสียจริงๆประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่แบงก์ได้ตั้งสำรองเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้แบงก์จะพยายามแก้ไขปัญหาหนี้เสียให้ได้ประมาณ 6 พันล้านบาท โดยรายย่อยนั้น จะใช้วิธีการติดตามจากบริษัทภายนอก ส่วนรายใหญ่นั้น จะเข้าไปเจรจาเป็นรายตัว ที่ผ่านมา ได้นัดมาเจรจาแล้วประมาณ 10 ราย

               “ผมตั้งเป้าหมายจะแก้หนี้เสียให้ได้ 6 พันล้านบาทในปีนี้ และ ภายใน 3 ปี จะเคลียร์หนี้เสียให้หมด โดยการแก้ไขหนี้ได้มากหรือน้อยจะมีผลต่อการเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งผมก็มั่นใจว่า ทางกระทรวงการคลังจะใส่เงินเพิ่มทุนให้ เบื้องต้นเราขอไป 1.3 หมื่นล้านบาท ถ้าให้เราได้หมด เราจะสามารถขยายกิจการได้ถึง 3 แสนล้านบาท แต่หากให้น้อย เราก็จะทำเท่าที่ทำได้”เขากล่าวและว่า

               ตั้งเป้าที่จะลดสัดส่วนลูกค้ารายใหญ่และเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ จะเน้นลูกค้ากลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามให้มากขึ้น ซึ่งสัดส่วนลูกค้าดังกล่าวมีน้อยมากหรือมีเพียง 3% ของฐานลูกค้าสินเชื่อทั้งหมด ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนรายย่อยและลูกค้าที่นับถือศาสนาอิสลามให้ได้ 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมด

               “ที่ผ่านมา เรามีฐานลูกค้ารายย่อยน้อยมาก หรือ ในระดับไม่ถึง 30% ที่เหลือเป็นรายใหญ่และรายกลาง แต่นับจากนี้ไป เราตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้ให้ได้ 50% ซึ่งรวมถึง ลูกค้าที่นับถือศาสนาอิสลามด้วย”เขากล่าว

               นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มฐานรายได้ให้แก่ธนาคาร เรายังตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปี จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มาจากค่าธรรมเนียมให้ได้ถึง 50% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้ที่เกิดจากดอกเบี้ย ขณะที่ หลักในการพิจารณาสินเชื่อจะเน้นไปที่กระแสเงินสดของลูกค้ามากกว่าการดูเฉพาะมูลค่าหลักประกันอย่างเดียว ซึ่งเชื่อว่า เมื่อเราปรับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อแล้ว จะทำให้เราได้ลูกค้าที่มีคุณภาพและมีความสามารถในการชำระหนี้

               สำหรับสถานะของธนาคาร ล่าสุด มีเงินฝากอยู่ที่ 1.16 แสนล้านบาท สินเชื่อ 1.16 แสนล้านบาท สภาพคล่องรวมอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท มีสภาพคล่องส่วนเกิน 7.1 พันล้านบาท

               ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริหาร และประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟู ธพว. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารได้รายงานแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟู ธพว. ต่อนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมกับผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ โดยธนาคารได้ชี้แจงถึงแผนการปรับโครงสร้างทางการเงิน  แผนการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอล การพัฒนาระบบไอที รวมถึงการปล่อยสินเชื่อใหม่

               "กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นพอใจการชี้แจงในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะมีการสรุปความคืบหน้า และรายงานแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟู ธพว. ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรมรับทราบเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง" นายพิชัยกล่าวและว่า สำหรับผลการดำเนินงานเดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ในบางเรื่องสามารถทำได้ดีกว่าแผนที่วางไว้