ข่าว

โค้งนี้ระวังหลุดโค้งกันหน่อย

โค้งนี้ระวังหลุดโค้งกันหน่อย

12 ก.พ. 2556

โค้งนี้ระวังหลุดโค้งกันหน่อย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

           เขียนเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มาหลายตอนแล้ว คิดว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ยังน่าสนใจอยู่ และบางประเด็นก็เคยแตะไว้บ้าง แต่ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนักก็เลยคิดว่าคงต้องพูดต่อเนื่องไปอีกสักระยะ

           ความจริงมีเรื่องหนึ่งที่เคยคิดไว้นานแล้ว แต่ไม่ได้มีโอกาสเขียนถึง ทั้งที่คิดว่าสำคัญ ก็คือ ประเด็นที่ว่า คุ้มหรือไม่ที่พรรคเพื่อไทยจะเข้าชิงตำแหน่งพ่อเมืองกรุงเทพฯ กับเขา

           ทั้งที่ที่ผ่านมาไม่เคยชนะเลย

           คำตอบที่ผมเคยคิดไว้นานแล้วก็คือ ไม่น่าจะคุ้ม แม้ว่าวันนี้ทุกผลโพลล์นั้นจะให้คุณพงศพัศ ซึ่งมาจากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนนำในทุกๆ ผลโพลล์

           ความเห็นของผมก็คือ การไม่ลงสมัครนั้น เป็นการเปิดให้มีที่ยืนกับพรรคอื่นๆ บ้าง เพราะที่ผ่านมาจะพบว่า เมื่อการเมืองไม่เปิดที่ยืนให้ฝ่ายตรงข้ามบ้าง ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นก็จะมีลักษณะที่เผชิญหน้ารุนแรงขึ้น และมีเหตุผลลดลง เพราะการต่อสู้อาจจะมาจากการอ้างอิงเรื่องที่ไม่ค่อยมีเหตุผลมากขึ้น และการใส่ร้ายป้ายสีมีมากขึ้น

           ยิ่งถ้าผสมกับการที่สื่อมวลชนไม่ว่าจะแท้ หรือเทียม นั้นเน้นการขายความรุนแรงในเรื่องความขัดแย้งมากกว่าส่งเสริมสติในเรื่องความขัดแย้ง (เช่นให้มีการลงความเห็นสองทางในข่าวเดียว และมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข่าว มากกว่าลงข่าวในแง่ของข้อกล่าวหาเท่านั้น) ความขัดแย้งก็ยิ่งจะมีมากขึ้น

           ซึ่งตอนนี้หากไม่นับกรณีที่มีการกล่าวหากันเรื่องการตัดต่อภาพแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันการทำโพลล์เข้าไปด้วย ทั้งที่ทุกโพลล์มีผลออกมาตรงกัน

           แต่เรื่องของโพลล์นี้ก็ต้องตั้งคำถามต่อไปนะครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว มันอยู่ที่การพาดหัวข่าวด้วย เพราะไม่ว่าจะให้ใครชนะ ส่วนที่ยังไม่บอกว่าจะเลือกใครนั้นก็มีอยู่มากถึงขนาดที่สามารถเป็นตัวแปรในชัยชนะของอีกฝ่ายหนึ่งได้ด้วย

           คำถามคือ ทำไมสื่อไม่ไปสนใจตรงนั้น เช่นแทนที่จะพาดว่า พงศพัศมีคะแนนนำ อาจพิจารณาพาดว่า เสียงอีกครึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดชัยชนะต่างหาก

           หรือเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า เอ … ทั้งที่การเลือกตั้งก็มีการรณรงค์กันยาวนานเช่นนี้ ทำไมจึงยังมีการไม่ตัดสินใจเลือกได้มากขนาดนี้

           เช่น ความเชื่อที่ว่า ถ้าเป็นฝั่ง ปชป. เขาก็ทำงานมานาน แล้วก็แถมโจมตีอีกฝ่ายว่าเผาบ้านเผาเมือง

           ขณะที่อีกฝ่ายก็พยายามที่จะทำงานอย่างไร้รอยต่อกับรัฐบาลที่ครองความนิยมไม่ได้ลดลง

           ตรงนี้ผมคิดว่าควรทำอีกโพลล์หนึ่งด้วย ว่า ทำไมคนยังไม่ยอมตัดสินใจสักที

           หรือว่าจะว่าไปแล้ว การรณรงค์เลือกตั้งครั้งนี้ยาวนานเกินไป เพราะจากวันนี้ก็อีกตั้งสองอาทิตย์กว่าๆ อยู่ดี

           นอกจากนี้แล้ว การที่ผลโพลล์ให้คุณพงศพัศนำ ยิ่งไม่เป็นคุณกับคุณพงศพัศมากนัก เพราะหนึ่งในกระบวนการหาเสียงก็คือ การมีการพนัน ซึ่งคนที่นำอาจจะพ่ายแพ้ด้วยกลยุทธ์การพนันได้

           ในประการสุดท้าย ก็คือ ถามว่าจากวันนี้ การหาเสียงของสองฝ่ายคือ ฝ่าย ปชป. และเพื่อไทย จะน่าสนใจมากขึ้นไหม

           ซึ่งผมเชื่อว่าจะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

           เพราะในทางหนึ่ง ปชป. นั้นใช้สองกลยุทธ์ในการโอบล้อม นั่นคือ ในทางหนึ่งขายแบรนด์ ปชป. และอภิสิทธิ์ รวมทั้งโจมตีความเชื่อมโยงระหว่างเพื่อไทยกับเสื้อแดง และความไม่สงบ ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ขายได้เฉพาะพวกตัวเอง และเสี่ยงยิ่ง กับอีกทางหนึ่งคือมุ่งเน้นขายนโยบาย (ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ กทม. จ้างคนมาทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องเป็นปกติอยู่แล้ว)

           ขณะที่เพื่อไทยเองนั้นอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้มากอยู่ เพราะแม้ว่าภาพลักษณ์การเมืองระดับชาติอาจดีอยู่ แต่เมื่อลงมาถึงนโยบายแล้ว ยังไม่ได้ทำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะที่อ้างว่าจะทำงานอย่างไร้รอยต่อกับรัฐบาลนั้น ก็หนักไปทางประชานิยมไร้รอยต่อ

           ยังขาดกรอบโครงการนโยบายภูมิภาคและเมืองในระดับชาติ (national regional and urban policy) ที่ชัดเจน เช่น ถ้ามีรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้ว กทม.จะทำอะไรรองรับ

           ตรงนี้แหละครับ น่าจะเป็นการต่อสู้ที่สร้างสรรค์ของทั้งสองฝ่าย ทั้งในแง่เนื้อหา และกระบวนการได้มาซึ่งนโยบาย ซึ่งถ้าไม่ให้ความสำคัญจริงๆ ก็หลุดโค้งได้ หรือแม้เข้าโค้งแล้วเข้าเส้นชัยได้ แต่ความกดดันในระยะยางก็จะยิ่งใหญ่หลวงมากขึ้นครับผม