ข่าว

'ธาริต'ลุยสอบเองเหยื่อแชร์ธนธรรมไทย

'ธาริต'ลุยสอบเองเหยื่อแชร์ธนธรรมไทย

11 ก.พ. 2556

'ธาริต'ลุยสอบเหยื่อแชร์ธนธรรมไทย เผยหลายจังหวัดภาคเหนือถูกหลอกกว่า 1.2 หมื่นราย สูญเงินเบื้องต้นแล้วกว่า 30 ล้าน ส่วนดีเอสไอลุยจับผู้ต้องหาทันควันที่ปทุมธานี

              วันที่ 11 ก.พ. 2556 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เพื่อพอกับตัวแทนผู้เสียหายกว่า 50 คน ที่เข้าร้องเรียนถูกหลอกหลวงแชร์ลูกโซ่ที่ใช้ชื่อว่า  "สามระบบ สยบความจน" โดยที่ก่อนหน้านี้มีมีผู้เสียหายหลายจังหวัดในภาคเหนือทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน  ลำปาง ทยอยเข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอแล้วจำนวน 880 ราย ขณะที่ดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษเพื่อดำเนินการสอบ สวนเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2556

              นายสุประดิษฐ์ ปัญญาสุริยะโชติ ตัวแทนผู้เสียหาย ให้ข้อมูลว่าในเดือน พ.ค. 2555 กลุ่มผู้เสียหายใน หลายจังหวัดภาคเหนือได้ถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ธนธรรมไทย อ้างว่ามีการดำเนิน ธุรกิจขายตรงน้ำมันรำข้าวและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันสมาชิกยังมีสิทธิ์กู้เงิน 1 แสนบาท ทั้งยังมีกอง ทุนช่วนเหลือกรณีสมาชิกเสียชีวิตจะได้รับเงินรายละ 100,000 บาท คล้ายกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ทั้ง หมดนี้ใช้ข้อความชวนเชื่อว่าแผนธุรกิจสามระบบสยบความจน คือ ตื่นได้เงินแสน ตายได้เงินแสน กู้ได้เงินแสน

              การโฆษณาชักชวนให้สมัครสมาชิกมีทั้งผ่านทางเว็บไซต์และจัดอบรมตามโรงแรมต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ  โดยมีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสหกรณ์จังหวัดเข้าไปบรรยายจนทำให้ชาวบ้านเชื่อถือยอมเสียเงินสมัครเป็นสมาชิกคนละ 2,650 บาท และยังมีอีกหลายรายที่ยอมซื้อหุ้น 5,000 หุ้น หุ้นละ 10 บาท เป็นเงิน 50,000 บาท  เพื่อเป็นหัวหน้าสาย หรือ stock kits เพื่อจะมีรายได้จากการหาสมาชิกรายละ 300 บาท  

              หลังจากมีชาวบ้านสมัครสมาชิกำนวนมาก ทางสหกรณ์มีการจ่ายเงินให้ตามที่ได้ระบุไว้ โดยเฉพาะ เงินกองทุนกรณีสมาชิกเสียชีวิต ที่เมื่อเป็นสมาชิกครบ 3 เดือน ได้ 30,000 บาท , 6 เดือน ได้ 50,000 บาท และ เป็นสมาชิกครบ 12 เดือน ได้รับเงิน 100,000 บาท

              ต่อมาไม่กี่เดือนนางณกนกภ์ ธุระกิจ ผู้ก่อตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ธนธรรมไทยได้ประชุมกรรมการ สหกรณ์ เชิญชวนให้เปลี่ยนจากการบริหารระบบสหกรณ์เป็นบริษัท โดยหว่านล้อมว่าการบริหารงานในรูปแบบ สหกรณ์จะทำให้การดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ล่าช้า แต่หากเปลี่ยนเป็นบริษัทซึ่งมีตนเองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จะทำให้การบริหารจัดการคล่องตัวโดยเฉพาะการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกจะง่ายขึ้น ทำให้กรรมการที่มาจาก สมาชิกหลงเชื่อยอมให้เปลี่ยนเป็นบริษัทธรธรรมไทย เน็ทเวิร์ค จำกัด มีนางณกนกภ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ กระทำการแทนบริษัท และยังจัดตั้ง หจก.ตื่นได้เงินแสน โโดยมีนายพรศิลป์ อินตานันท์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  เข้าดำเนินการในการเปิดหาสมาชิกและฝึกอบรมสมาชิกตามจังหวัดต่าง ๆ  

              แต่หลังจากนั้นกลับพบว่าบริษัทเริ่มบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินให้สมาชิกหลายราย เมื่อติดตามสอบถาม ไปยังนางณกนภ์และนายพรศิลป์กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง เมื่อสอบถามไปยังบรรดาสมาชิกที่รู้จักกันโดยเฉพาะใน  อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ทำให้พบว่ามีเกือบพันรายที่ไม่ได้เงิน ขณะที่นางณกนกภ์ยังข่มขู่ด้วยว่าหากนำเรื่องไปแจ้ง ความจะไม่มีใครไเงินอีกเลย เมื่อชาวบ้านหลายคนทีลงทุนสมัครสมาชิกและซื้อหุ้นเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงรวมตัว เข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอ       

              นายธาริต กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำธุรกิจขายตรงมาบังหน้าแต่ไม่เคยให้สมาชิกได้ จำหน่ายสินค้าตามเงื่อนไข มีเพียงสินค้าตัวอย่างมาเป็นข้ออ้าง ขณะเดียวกันยังพบว่สสหกรณ์ที่เปิดดำเนินการ ไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งตามกฏหมาย พฤติกรรมทั้งหมดจึงเข้าข่ายการฉ้แโกงประชาชนและการกู้ยืมเงินที่เป็น การฉ้อโกงประชาชน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าแชร์ลูกโซ่

              ทั้งนี้หลังจากลงพื้นที่สอบสวนพบว่ามีผู้เสียหายทั้งหมดกว่า 12,000 ราย มีมูลค่าความเสียหายเบื้อง ต้นที่คำนวนจากสมาชิกที่เข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอ 880 ราย เป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาท ขณะที่นางณกนกภ์และนายพรศิลป์พบว่าเปิดบริษัทอยู่ที่ อ.คลองสอง จ.ปทุมธานี โดยดีเอสไอได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุมตัวได้ แล้วในช่วงสายวันนี้ ( 11 ก.พ.)

              นายธาริต กล่าวว่า มูลค่าความเสียหายคาดว่าจะมากกว่า 30 ล้านบาท เชื่อว่ามูลค่าความเสียหายจะ มากขึ้นตามจำนวนผู้เสียหายที่จะเข้าแจ้งความหลังจากที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมได้แล้ว


จ่อออกหมายเรียก3บริษัทสอบมันหายสูญ250ล้าน

              พ.ต.อ.วิรัตน์  ถาดทอง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์  กล่าวว่า หลังพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัด ได้เรียกสอบ  พาณิชย์จังหวัด เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.)  และชุดเฉพาะกิจกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  กรณีมันสำปะหลังในโครงการรับจำนำปีการผลิต 2554/55 ของบริษัทแสงอีสานการเกษตร จำกัด , บริษัท ชโลบลอินเตอร์ไพร์ส จำกัด  ที่มาเช่าเปิดลานรับจำนำที่ อ.หนองกี่ และบริษัท ธงฟ้าเทรดดิ้ง จำกัด
เช่าเปิดลานที่ อ.ละหานทราย  ได้หายไปกว่า 34,000 ตัน รวมมูลค่ากว่า 250 ล้าน  

              จากผลการสอบสวนมีประโยชน์ต่อทางคดี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนเร่งตรวจสำนวน และรวมรวบข้อมูลพยานหลักฐาน   เพื่อออกหมายเรียกทั้ง 3 บริษัท เข้าให้ปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์นี้ เพราะจากการสอบปากคำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทราบชัดเจนแล้วว่า มันในโครงการรับจำนำได้หายไปจากลาน  ไม่ได้หายจากโกดังกลาง

              รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด   ยังกล่าวอีกว่า   การเรียกสอบทั้ง 3 บริษัทในครั้งนี้  หากข้อมูลหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครในขั้นตอนไหน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือบุคคลใด  ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น เพราะเป็นการสร้างความเสียหายแก่งบประมาณของรัฐเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 250
ล้านบาท