
'ดร.วิชิต'ชี้โลกเปลี่ยน-ธุรกิจต้องปรับ
'ดร.วิชิต' มอง 'โลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ' : ฐิตารีย์ ลิขิตธนธรรม ... รายงาน
"มองไปข้างหน้าแล้ว เทรนด์ของเทคโนโลยีคงไม่ช้าลง พัฒนาการของเทคโนโลยีมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนมากมาย เราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ จะมาบอกว่าปิดประตูไม่สนเทคโนโลยีคงไม่ได้" ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดมุมมองโจทย์ท้าทายประเทศไทยวันนี้
ดร.วิชิต ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนหนึ่งของสหรัฐที่ไทยควรเรียนรู้ ก็คือ ปัญหาการว่างงานในสหรัฐ แท้จริงแล้วเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาการ ที่ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง เพราะเทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้แทนที่แรงงานในที่สุด
แม้นับจากนี้โจทย์ของประเทศไทยจะแตกต่างกัน เพราะปัญหาของไทย คือ การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานมีฝีมือ แต่ ดร.วิชิต มองว่า เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัว นำเทคโนโลยีมาทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ ซ้ำยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ต้นทุนลดลงและแข่งขันได้อีกด้วย
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยยังมีน้ำหนักการลงทุนภาคเอกชนไม่มากนัก โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเอกชนพึ่งพิงแรงงานราคาถูกจนละเลยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี แต่ในวันหนึ่งเมื่อธุรกิจตื่นมาพบว่าแรงงานไม่มี จะเกิดความจำเป็นที่ต้องลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
"ขณะนี้ จริงๆ แล้วเป็นโอกาสทอง เพราะว่ายุโรป สหรัฐ กำลังแย่ เขาอยากขายของราคาถูก และดอกเบี้ยก็ต่ำ อัตราแลกเปลี่ยนแบบนี้ ซื้อของก็ถูกมาก หากไม่ลงทุนเวลานี้เราจะพลาดโอกาส หากรัฐต้องช่วย เช่น เรื่องให้ประโยชน์ทางภาษีกับการลงทุนเครื่องจักรได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวในอนาคต ยกระดับตัวเองเปลี่ยนจากเดิมใช้แรงงานเยอะเป็นใช้เทคโนโลยี ไม่ใช้ทิ้งแรงงานแต่ต้องผสมผสานให้สมดุล"
ในมุมมองของ ดร.วิชิต นั้น ระบบการศึกษาด้านอาชีวะเป็นอีกหนึ่งความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาเพื่อสร้างคนที่มีทักษะแรงงาน ให้เป็นแรงงานฝีมือ ที่ในอนาคตจะเป็นที่ต้องการอย่างมากจากทั้งในภาคผลิตและบริการ ขณะที่การพัฒนาจุดแข็งของธุรกิจไทยเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเตรียมตัว ด้วยศักยภาพด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว หรือการเป็นครัวของโลกและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของไทยที่สามารถปรับปรุงและบูรณาการเพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับประเทศได้
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของไทย คือ การมีภูมิศาสตร์ที่ดี เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นไทยควรมียุทธศาสตร์ในการเป็นเมืองท่าของอาเซียน มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการคมนาคมขนส่งไปมาระหว่างกันของเอเชียตอนบนและภูมิภาค ซึ่งแนวทางการลงทุนของภาครัฐที่วางไว้ในขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว
"จริงๆ แล้ว อาเซียนก็คือไทย ไม่มีใครสำคัญกว่าไทย หากใครจะไปจะมา ต้องผ่านประเทศไทย ทำไมเราจะไม่เจริญ เหมือนที่สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ธุรกิจก็ตามมา และเราเป็นประเทศที่โดยประวัติศาสตร์เราไม่ทะเลาะกับใคร หากมองเห็นว่า นี่คือศักยภาพที่เปลี่ยนเป็นของจริงได้ และรัฐบาลมีโครงการแล้วเชื่อว่าจะต้องเกิด ประโยชน์นี้ยังไงก็อยู่กับไทย เราไม่มีอะไรเสียอยู่แล้ว"
เขายังให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในสหรัฐและยุโรป ด้วยการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเพียงการยื้อเวลาให้ภาคผลิตฟื้นตัวมาอุ้มการว่างงานได้เท่านั้น แต่รากเหง้าของปัญหา คือ การใช้จ่ายเกินตัว ยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นเมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว สหรัฐยังมีปัญหาใหญ่รออยู่
เม็ดเงินที่เพิ่มเข้าสู่ระบบ กำลังสร้างผลกระทบให้กับอีกมุมหนึ่งของโลก เมื่อค่าเงินสกุลหลักๆ อ่อนค่าลง ตามปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินสกุลภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาทปรับตัวแข็งค่าโดยปริยาย และด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า จึงเห็นการหลั่งไหลของเม็ดเงินออกจากประเทศที่เจริญแล้ว มาสู่ตลาดเกิดใหม่ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างไทย ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ที่ราคาสินทรัพย์เริ่มปรับเพิ่มขึ้น
"ในระยะสั้น ยังมีเงินตราต่างประเทศเข้ามามาก ทำให้ราคาสินทรัพย์บางประเภทเพิ่มขึ้นทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดิน ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ โดยเฉพาะสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่ราคาที่ดินเพิ่มสูงกว่าไทย เพราะไทยยังมีข้อจำกัดการถือครองที่ดินของนักลงทุนต่างชาติอยู่ แต่การจัดการยังเป็นปัญหาที่หาข้อยุติไม่ได้ บางคนบอกให้ลดดอกเบี้ย บางคนบอกให้ควบคุมเงินทุนเลย คงต้องปล่อยให้ทางการเป็นผู้จัดการเพราะมีข้อมูลมากกว่า แต่ตราบใดที่สหรัฐยังดำเนินนโยบายคิวอี 3 ที่ไม่มีเวลาสิ้นสุด ตราบนั้นปัญหาเงินทุนไหลออกก็ยังมีอยู่"
วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังกำหนดทิศทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เช่นกัน ดร.วิชิต กล่าวว่า การสร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของธนาคารไทยพาณิชย์ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้พนักงาน มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาและจำเป็น เพราะการใช้แนวคิดที่มองลูกค้าเป็นศูนย์กลางทำให้เห็นว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนธุรกรรมและวิถีชีวิตลูกค้าไปแล้ว
ภาพที่เห็นชัดในขณะนี้ คือ ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนรุ่นจากคนรุ่นเก่า ส่งไม้ต่อให้รุ่นลูก ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีการศึกษาดีกว่า มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีมากกว่าคนรุ่นก่อน มีความมั่นใจในตัวเอง แนวความคิดในการทำธุรกิจจึงแตกต่างจากรุ่นพ่อ ดังนั้นธนาคารจะต้องปรับนโยบายเพื่อสนองความต้องการรุ่นพ่อควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจความต้องการของคนรุ่นหลังไปด้วยพร้อมๆ กัน รูปแบบที่เกิดขึ้นนี้เองที่บังคับให้ธนาคารต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ
"สมัยก่อนเรามองจากตัวเอง เราจะทำแบบนี้ลูกค้าก็ต้องตาม เพราะไม่มีทางเลือก แต่วันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อลูกค้าเปลี่ยนเราก็เปลี่ยนตาม การปรับตัวอาจพูดง่าย แต่มันขึ้นกับวัฒนธรรมองค์กรด้วย หากคนเราทำอะไรซ้ำซากจะเคยชินจนติดเป็นนิสัยไม่กล้าเปลี่ยนแปลง กลายเป็นว่าอุปสรรคใหญ่สุดไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นความกลัว ดังนั้นแบงก์ต้องสร้างให้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งน่ากลัวแต่จำเป็น"
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ถือว่าเป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำกำไรเป็นประวัติศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง ดร.วิชิต ยืนยันว่า ยุทธศาสตร์ของธนาคารคือการสร้างความแข็งแกร่ง เมื่อรู้ว่าสิ่งใดที่ทำได้ดีก็จะทำต่อ เช่น ธุรกิจลูกค้าบุคคล แต่สิ่งไหนที่ยังเป็นรองคู่แข่งอยู่ ก็ต้องปรับปรุงให้แข็งแรง ด้วยแนวคิดที่จะเป็นธนาคารครบวงจร (Universal Banking) หมายถึง การให้บริการที่ดีในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่ด้านเดียว
"ในชีวิตอยู่แบงก์มามาก การแข่งขันดุเดือดที่สุดก็เวลานี้ เหมือนวิ่งแข่ง คนที่นำหน้าวิ่งช้า ข้างหลังก็วิ่งช้า ทั้งระบบก็วิ่งช้าไปด้วย เพราะไม่อยากทำมากกว่านี้แล้ว แต่พอมีคนหนึ่งวิ่งเร็ว คนที่ 2 ที่ 3 เริ่มวิ่งกวด สักพักจะเห็นว่าวิ่งกันทั้งระบบ ยอมรับว่า 2-3 ปีเราโตเร็วมาก แต่แบงก์อื่นก็ไม่อยู่เฉย โดยส่วนตัวไม่ถือว่าการเป็นที่ 1 จะเป็นเป้าหมาย หากดูที่ไทยพาณิชย์ทำมาตลอด ไม่ได้บอกว่าทำเพื่อแซงแบงก์อื่น เราทำเพราะเราเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่านี้"
เขายังมองว่า การเป็นที่หนึ่งไม่ใช่จุดจบ ธนาคารควรมีจิตสำนึกในการทำให้คนอื่นมีความสุข ไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น สร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าประชาชน สร้างความเจริญให้สังคม แต่พนักงานของธนาคารก็ต้องสร้างความผูกพัน สร้างให้มีความสามารถและมีความสุขสนุกกับการทำงาน นั่นคือบทบาทในการสร้างประโยชน์ สร้างความสุขให้กับทุกฝ่ายอย่างสมดุล
--------------------
(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.suthichaiyoon.com/home/details.php?NewsID=1148)



