ข่าว

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ

11 ก.พ. 2556

สงครามการเงินมักจะมาก่อนสงครามที่รบพุ่งกันเสมอ : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง

              ขณะนี้สงครามการเงินได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างดุเดือด โดยทางธนาคารกลางของญี่ปุ่น (Bank of Japan) ได้ประกาศนโยบายพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล นโยบายนี้ต้องการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเท่าตัวเป็น 2% และจะทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกนโยบายนี้จะทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะว่าค่าเงินจะแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน พวกนักการเงินจะกู้เงินเยนถูกๆ ที่ทางการคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.10% แล้วเข้ามาซื้อสินทรัพย์บ้านเราที่ให้ดอกผลมากกว่า ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งราคาสินค้าบริโภคภัณฑ์หรือวัตถุดิบทั้งหลายจะร้อนแรงและมีราคาถีบตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นฟองสบู่

              เราทั้งหลายทราบดีอย่างเป็นสัจธรรมว่า ถ้ามีการเงินฟองสบู่จะเป็นอันตราย เพราะว่าเมื่อมันแตก เศรษฐกิจ รวมทั้งระบบการเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยนจะพังตามไปด้วย มีเสียงสะท้อนที่ออกมาในเชิงลบอย่างรุนแรงจากผู้นำหรือผู้บริหารนโยบายการเงินจากเกาหลี รัสเซีย จีนและเยอรมนีจากการทำสงครามการเงินเยนครั้งนี้ เพราะว่าความสามารถในการแข็งขันของประเทศเขากำลังได้รับผลกระทบรุนแรง ถ้าทนไม่ไหวประเทศอื่นๆ อาจจำเป็นต้องลดค่าเงินของตัวเองเพื่อแข่งกับเงินเยน ภาษาอังกฤษเรียกว่า competitive devaluation ซึ่งจะเป็นการลดค่าเงิน ตัดราคาแข่งกันไปตาย เพราะว่าท้ายที่สุดจะไม่มีใครมีกำลังจากการขายของ เงินเฟ้อจะรุนแรง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความกลวงของเงินกระดาษล่มสลายไปในที่สุด

              จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นก่อสงครามการเงินครั้งนี้ไม่ได้ทำโดดๆ ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ได้พิมพ์เงินไปแล้ว 375,000 ล้านปอนด์ หลังวิกฤติการเงินปี 2008 แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจหรือระบบการเงินอังกฤษมีความมั่นคงขึ้นมาแต่ประการใด ธนาคารกลางของอเมริกา (US Federal Reserve) ก็อัดเงินกระดาษเข้าไปในระบบเต็มที่ โดยพิมพ์ไปแล้ว 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่าง 2008-2010 แต่ในงบดุลโชว์แต่เพียงว่าก่อนปี 2008 เฟดมีทรัพย์สิน 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ การพิมพ์เงินเพื่ออุ้มแบงก์ อุ้มพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันทำให้งบดุลปูดขึ้นมาเป็นกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว สิ้นปีนี้ถ้ายังพิมพ์  85,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือนไปเรื่อยๆ งบดุลของเฟดจะพุ่งไปเป็น 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนสิ้นปี

              ญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเพิ่มจากกว่า 10 ล้านล้านเยน เป็นกว่า 70 ล้านล้านเยน

              แสดงว่า Bank of England, US Federal Reserve และ Bank of Japan มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งในการดำเนินนโยบายสงครามการเงินครั้งนี้อย่างกะปี่กะขลุ่ย โดยเป้าหมายหลักของการทำลายคือจีน สกัดกั้นจีนไม่ให้ผงาดเป็นผู้นำโลก

              เพราะถ้าจีนส่งออกไม่ได้เศรษฐกิจจะมีปัญหา และเงินร้อนจาก ปอนด์ เยน ดอลลาร์จะทำให้เศรษฐกิจจีนเป็นฟองสบู่ และพังไปด้วย

              ประเทศไทยจะโดนหางเลขไปด้วย แทนที่จะมองว่าสงครามการเงินกำลังดำเนินอย่างเข้มข้นต้องหาทางป้องกัน ผู้บริหารประเทศไทยกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติของระบบการเงิน ถ้าเงินไหลเข้ามาโจมตีบ้านเรามาก ก็บอกว่าต้องลดดอกเบี้ยจะได้ช่วยประคองสถานการณ์ แทนที่จะออกมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า เตรียมตัวป้องกันประเทศ เพราะเงินร้อนนี้กำลังเข้ามาเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจบ้านเรา

              มีคนบอกว่าเหมือนกับช่วง 1930s ตอนนั้นปอนด์เป็นเงินสกุลหลักของโลก พิมพ์ออกมาโดยมีทองคำหนุนหลัง ระบบการเงินโลกเป็นแบบมาตรฐานทองคำ (gold standard) อยู่ แต่อังกฤษกำลังเสื่อม มีการใช้จ่ายเกินตัว มีอัตราว่างงานสูง จึงพิมพ์ปอนด์ออกมาเกินทองคำสำรองที่มีอยู่จริง ทำให้คนถือปอนด์ไม่มีความมั่นใจ ถึงเอาปอนด์ไปแลกทองคำมาเก็บ ทำให้อังกฤษใกล้ล้มละลาย อังกฤษจึงเลิกผูกปอนด์กับทองคำ ทำให้เกิดวิกฤติการเงินโลก และการปฏิวัติทั่วโลกตามมารวมทั้งประเทศสยาม

              อเมริกา นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศสและเยอรมนีรีบเผ่นออกจากมาตรฐานทองคำ ใครออกก่อน ลดค่าเงินก่อนได้เปรียบ เพราะยังเก็บทองไว้ในตู้เชฟได้ ใครเอาธนบัตรมาขึ้นทองคำก็เบี้ยว ซอรี่ เกมโอเวอร์แล้ว เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น

              ตอนนี้มันกำลังจะย้อนยุค เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่นประกาศสงครามการเงินไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเศรษฐกิจของตัวเองได้พังไปแล้ว ฟื้นไม่ได้จึงเกิดสงครามในตะวันออกกลาง แอฟริกาและความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในเอเชียบ้านเราระหว่างจีนและญี่ปุ่น

              อีหรอบนี้ ไม่นานคงได้เห็นสงครามจริง