ข่าว

'มาร์ค'มึน'ธาริต'ตัดตอนคดีสร้างโรงพัก

'มาร์ค'มึน'ธาริต'ตัดตอนคดีสร้างโรงพัก

10 ก.พ. 2556

"อภิสิทธิ์"มึน"ธาริต"ส่อตัดตอนคดีโรงพักฉาวหลังมีพฤติกรรมไม่เอาผิดคนบริหารสัญญาชี้หากใช้วิธีคิดว่าผู้บริหารสูงสุดต้องรับผิดชอบต้องเชิญ"ยิ่งลักษณ์"มาสอบด้วย

          วันที่ 10 ก.พ.56  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานและปล่อยตัวนักวิ่ง งานเดินวิ่งการกุศล "ดอนบอสโกมินิมาราธอนเพื่อการศึกษาครั้งที่ 11” ถึงกรณีกล่าวถึงปัญหาการก่อสร้างโครงการสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน)และอาคารที่พักตำรวจล่าช้าว่า สิ่งที่พรรคตั้งคำถามคือเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พยายามลากตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งที่ทุกคนทราบดีว่า การร้องเรียนในช่วงเวลาที่มีการประมูลเป็นเรื่องปกติ แต่ตนไม่มีหน้าที่แทรกแซงในการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ทำได้ก็คือส่งเรื่องร้องเรียนทุกเรื่องให้ผู้ที่รับผิดชอบไปพิจารณาและติดตาม ซึ่งจำไม่ได้ว่ามีการร้องเรียนเรื่องนี้หรือไม่

          แต่การที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ อ้างว่ามีการร้องคัดค้านในวันที่ 18 พ.ย.52 ก่อนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะลงนามอนุมัติในวันที่ 20 พ.ย. 52 นั้น ต้องถามนายธาริตว่า หนังสือจะมาถึงตนได้อย่างไรเพราะเวลาห่างกันเพียงแค่ 2 วัน นายธาริตไม่ควรพูดลอยๆ เพราะเป็นพนักงานสอบสวน เรื่องไหนที่ยังไม่ได้ข้อยุติไม่ควรให้สัมภาษณ์ ต้องดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เป็นห่วงว่าจะมีการปั้นเอกสารขึ้นมาใหม่เพื่อเอาผิดตน เพราะเชื่อว่าความจริงไม่มีวันตาย
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องของการบริหารสัญญา แต่แปลกใจว่าเมื่อขั้นตอนไหนไปเกี่ยวพันกับคนที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาล ดีเอสไอไม่สนใจในการที่จะเรียกไปสอบ ทั้งที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือการบริหารสัญญาที่มีปัญหา เช่น ผู้ประมูลได้ไม่สามารถทำงานได้ ต้องถามว่าใครไปต่อสัญญาให้ การส่งมอบพื้นที่เป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลที่แล้วแต่เกิดในรัฐบาลชุดนี้ หากถือคติแบบที่นายธาริต บอกว่า นายกรัฐมนตรีผู้บริหารสูงสุดต้องรับผิดชอบ ก็ต้องเชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไปด้วย ตนจึงไม่อยากให้ดีเอสไอเบี่ยงเบนประเด็น นายธาริตและ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ต้องพูดความจริง ว่าเมื่อเขาประมูลได้แล้วทำไม่ได้จนเกิดปัญหาก็ต้องดูว่าการบริหารสัญญาผิดพลาดอย่างไร
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ยังมีตำรวจหลายคนที่เกี่ยวข้อง ทำไมนายธาริต จึงไม่เรียกไปชี้แจง ดีเอสไอจะตัดตอนเอาเฉพาะแค่ช่วงการทำสัญญาโดยยกเว้นการบริหารสัญญาออกไปไม่ได้ เพราะหากตัดตอนนายธาริต อาจถูกดำเนินคดีอีกคดีหนึ่ง พวกตนไม่ได้ขอสิทธิพิเศษอะไรแค่ขอให้ทำตรงไปตรงมา อย่าให้สิทธิพิเศษกับคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเท่านั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการติดต่อจากดีเอสไอในการเรียกให้เข้าชี้แจง แต่หากเชิญมาตนก็ต้องไปชี้แจงตามกฎหมายทุกอย่าง และหากดีเอสไอเห็นว่าตนเกี่ยวข้องจริง ก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ถ้าดีเอสไอดำเนินการกับตนกับนายสุเทพ พยายามยัดข้อหาโดยผิดกฎหมาย ตนก็ต้องฟ้องอีกเหมือนกับที่เคยฟ้องไปแล้ว
  
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การที่นายธาริตอ้างว่าผิดที่สัญญาโดยไม่พูดถึงการบริหารสัญญานั้นเป็นเหตุผลที่ใช้ไม่ได้ เพราะหากเห็นว่าสัญญาผิดพลาดก็ต้องมีการยกเลิกหรือระงับสัญญาไม่ใช่ไปอำนวยความสะดวกต่ออายุสัญญาให้ เพราะนายธาริตยืนยันว่ารู้ล่วงหน้าว่าบริษัทจะทิ้งงาน เหตุใดจึงไม่สงสัยว่า รัฐบาลชุดนี้ เข้ามาทำงานปีกว่า ทำอะไรอยู่ เมื่อรู้ว่าบริษัทจะทิ้งงานแล้วไม่ทำอะไรก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถ้านายธาริตยืนยันแนวคิดนี้ก็ต้องเรียกคนในรัฐบาลนี้ทุกคนมาชี้แจง เพราะบอกว่าทุกคนรู้ได้ว่าจะทิ้งงานแต่กลับไม่ทำอะไร นอกจากนี้นายธาริต ควรเชิญนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปรายในสภา มาชี้แจงด้วย




"อภิสิทธิ์" ชี้ "ปชป." ใส่ร้าย "พงศพัศ" ยันไม่เสี่ยงทำผิดกม.ลต.

           นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ใส่ร้าย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ของพรรคเพื่อไทยว่า ตนยืนยันว่าไม่มีการใส่ร้ายป้ายสี หากใครทำเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนผลการสำรวจความเห็นที่ระบุคนกทม.จะตัดสินใจเลือกตัวบุคคลนั้น ตนคิดว่า เวลาที่เหลืออีก 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง จะชี้ให้เห็นถึงประเด็นความแตกต่างในนโยบายผู้สมัครของพรรคจะแตกต่างจากพรรคเพื่อไทย เช่นแนวทางการแก้ปัญหาการจราจร ที่พรรคเสนอการขยายการขนส่งมวลชนโมโนเรล 5 สาย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ อีกทั้งยังมีโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีเพื่อความปลอดภัยอีก 20,000 กว่าตัว โครงการอุโมงค์ยักษ์ทั้งฝั่งธนบุรี และดอนเมือง ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็คอยตรวจสอบ และยังมีโครงการพื้นที่สีเขียวอีก 5,000 ไร่ โครงการโตไปไม่โกง
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่เสนอทางเลือกให้ประชาชน และอยู่บนพื้นฐานของการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งมีผลงานที่สามารถต่อยอดได้ ดังนั้นเมื่อถึงวันเลือกตั้ง เชื่อว่าประชาชนจะตัดสินใจว่าต้องการโครงการต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ และต้องการจะเห็นกรุงเทพฯเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคหรือผู้สมัครอิสระ และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้รณรงค์กิจกรรมที่สะท้อนถึงนโยบายของพรรคค่อนข้างชัดในหลายเรื่องที่แตกต่าง และจะทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์ จากนั้นจะมาประเมินสถานการณ์อีกครั้งในสัปดาห์สุดท้าย



"มาร์ค" ไม่หวั่น "ปชป." ถูกโดดเดี่ยว ปมขวางนิรโทษกรรม
  
          นายอภิสิทธิ์  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภา เชิญตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หารือร่วมกับตัวแทนกลุ่ม นปช. เกี่ยวกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ว่า ไม่คิดว่าจะเป็นการโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกล่าวหาว่าพรรคขัดขวางเรื่องนี้เพียงฝ่ายเดียว เพราะตนได้เสนอแนวทางอย่างชัดเจนมานานแล้วว่า ให้มีการนิรโทษกรรมจำกัดขอบเขตเฉพาะคนที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เท่าที่ฟังดูตัวแทนพันธมิตรฯก็ไม่มีความคิดที่แตกต่างไปจากตน แต่ปัญหาอยู่ที่มีการเอาคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมโดยสงบแต่ทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นตัวประกัน เพราะรัฐบาลไม่ยอมนิรโทษให้ เนื่องจากต้องการพ่วงบรรดาผู้เผา ผู้ฆ่า คนโกง เข้าไปด้วยทำให้เรื่องหยุดชะงัก ปัญหาในขณะนี้จึงไม่ได้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์แต่ทุกคนต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่ามีความเชื่อในเรื่องการปรองดองว่าจะช่วยประชาชนคนธรรมดาอย่างไร ไม่ใช่เอาเงื่อนไขนี้มาบังหน้าล้างผิดให้คนโกง
 
           นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่า ควรออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเดียว เฉพาะกรณีทำผิดพ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น และควรถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง 4 ฉบับที่ค้างในสภาออกไป โดยต้องตกลงให้เกิดความมั่นใจด้วยว่าจะไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุในชั้นกรรมาธิการฯด้วย และตนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอีกฉบับหนึ่งเพื่อนิรโทษให้กับแกนนำ โดยให้มีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาว่าใครสมควรได้รับการนิรโทษ เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ตนเห็นว่าหากมีความเชื่อเรื่องความปรองดองก็ควรเริ่มต้นจากจุดร่วม ถ้าเห็นตรงกันว่าประชาชนที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินสมควรได้รับการนิรโทษกรรมก็มาทำเรื่องนี้ด้วยกัน ซึ่งจะเป็นวิธีการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สร้างเจตนารมณ์ร่วมกันแต่ถ้าจะเอาเรื่องของคนอื่นเข้ามาพ่วงด้วยก็ขัดแย้งต่อ อยากให้เห็นใจคนที่รอคอยสิ่งนี้เพราะเป็นคนที่สังคมยอมรับว่าเขาควรได้รับการนิรโทษกรรมอย่าหยิบเรื่องอื่นขึ้นมาขอให้ทำเรื่องเดียว ทั้งนี้ไม่คิดว่าเมื่อเกิดภาพการเจรจาระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับกลุ่ม นปช.แล้วจะเป็นตัวบีบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคมีจุดยืนเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง