ข่าว

'ปชป.'หนุนนิรโทษฯเว้นคดี'อาญา-ทุจริต'

'ปชป.'หนุนนิรโทษฯเว้นคดี'อาญา-ทุจริต'

09 ก.พ. 2556

'ปชป.' หนุนนิรโทษฯ เว้นคดี 'อาญา-ทุจริต' จี้ 'ดีเอสไอ' เรียก 'พงศพัศ-เพรียวพันธุ์-อดุลย์' สอบปมสร้างโรงพักฉาว แนะ 'ปู' ปรับครม. อย่ายึดโควต้าพรรค

                     9 ก.พ.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงเรื่องการนิรโทษกรรม ว่าขอยืนยันในนามพรรคประชาธิปัตย์ว่า 1.พรรคประชาธิปัตย์ยินดีให้ความร่วมมือในการหาทางออกให้ประเทศ 2.พรรคเห็นด้วยกับการนิรโทรกรรมให้ประชาชน กรณีฝ่าฝืนพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรและพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ประชาชนจะต้องไม่มีความผิดอาญา เช่น ไปทำร้ายร่างกาย การทุจริต 3. การนิรโทษกรรมที่ไม่ผิดกฎหมายอาญา ควรจะดำเนินการควบคู่ไปกับการให้ความรู้ประชาชน เรื่องการแสดงออกทางการเมืองและควรให้คที่รู้ว่าทำผิด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะไม่ทำอีกในอนาคต เพื่อไม่ให้ปัญหาวนเวียนมาที่เดิม ส่วนคนทำผิดอาญาก็ต้องไปให้ศาลตัดสินความผิด ไม่ใช่ให้กระบวนการอย่างอื่นมาตัดสินความผิด

 

'ปชป.' แนะ 'ยิ่งลักษณ์' ใช้ดุลพินิจปรับครม.

 

                     นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกระแสข่าวที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่า นายกฯ ควรจะสะท้อนความเป็นผู้นำโดยยึดประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินเป็นหลัก อย่ายึดเรื่องโควต้าพรรคเป็นหลัก เพราะเข้าใจว่าขณะนี้มีการพูดคุยกันกับพรรคร่วมรัฐบาลอยู่พอสมควร ในการสับเปลี่ยนตำแหน่งกระทรวงต่างๆ ตามโควต้าพรรค และนายกฯ ต้องตระหนักว่าหากปรับครม.แล้ว ต้องไม่มีกระบวนการต่อรองทางการเมือง เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีความเปราะบางมาก ทั้งในเรื่องของการผลักดันให้มีการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องจากเป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่อกหัก จากการปรับครม.ครั้งที่ผ่านมา และกลุ่มส.ส.กทม. ของพรรคเพื่อไทย ที่มีความพยายามช่วยเหลือผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีการพูดคุยแบ่งโควตากันในส่วนนี้

 

'ปชป.' ตำหนิ 'พท.' ไร้จุดยืนหาเสียง

 

                     นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) โดยการนำรูปภาพมาตัดต่อ เพื่อดิสเครดิตผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง ก็ออกมากล่าวหาพรรค ซึ่งอยากบอกว่าจะไม่ขอพูดเรื่องภาพตัดต่อ แต่จะให้ดูภาพตอนพรรคเพื่อไทยหาเสียงสมัยที่เป็นฝ่ายค้าน ระบุว่าพรรคเพื่อไทยขอโอกาสตรวจสอบรัฐบาล และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลกับผู้ว่าฯ กทม.เป็นคนพรรคเดียวกัน แต่มาตอนนี้กลับบอกว่ารัฐบาลและผู้ว่าฯ กทม.ควรอยู่พรรคเดียวกันจะได้ทำงานแบบไร้รอยต่อ แสดงว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีจุดยืนในการทำงาน ไม่ยอมรับความจริง แล้วอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร

 

จี้'ดีเอสไอ'เรียก'พงศพัศ-เพรียวพันธุ์-อดุลย์'สอบปมสร้างโรงพัก

 

                     นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ ) เรียกพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคเพื่อไทย และ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร. กับพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เข้าให้ปากคำในโครงการก่อสร้าง สถานีตำรวจและอาคารที่พักเจ้าหน้าที่หรือแฟลตตำรวจเพื่อหาผู้กระทำผิด หรือไอ้โม่ง ที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างความเสียหาย ในการใช้งบประมาณเกือบ 6,000 ล้านบาทในโครงการดังกล่าวมาดำเนินคดี เพราะในเมื่อรัฐบาลเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลในหลายเรื่อง ก็ทำให้ความกระจ่างเกิดขึ้นว่า ความเสียหายมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร

                     โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า ความเสียหายในโครงการดังกล่าว เกิดจาก 1.รัฐบาลไม่สามารถบริหารสัญญาการก่อสร้างให้เป็นไปตามเงื่อนไข สัญญาว่าจ้างระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และผู้รับเหมา 2.รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มีการอนุมัติให้ต่อสัญญากับบริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนตรัคชั่น จำกัด ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 60 วัน รวมเป็นเวลา 180 วัน ทำให้ไม่สามารถเก็บค่าปรับจากบริษัทดังกล่าวได้ถึง 1,026 ล้านบาท

                     นายชวนนท์ กล่าวว่า 3.รัฐบาลไม่สามารถบริหารงาน ให้เป็นไปตามเงื่อนไข โดยสตช.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างสถานีตำรวจกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กับบริษัทตามเงื่อนไขการก่อสร้าง จึงเป็นเหตุให้บริษัทนั้น นำมาเป็นข้ออ้างขอต่อสัญญา และไม่จ่ายค่าปรับให้กับทางราชการ และ 4.ทีโออาร์ ซึ่งลงนามในปี 2552 โดยพล.ต.อ.พงศพัศ ในฐานะกรรมการจัดทำขอบเขตงานก่อสร้าง และเห็นชอบการประกวดราคาโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นมียศเป็น “พล.ต.ท.” ระบุชัด ให้สตช.สามารถจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับผู้รับเหมา เช่น เป็นรายใดที่ได้รับการประมูล 15 เปอร์เซ็นต์

                     “ขอยืนยันว่า การต่อสัญญาถึง 3 ครั้ง และการส่งพื้นที่ล่าช้า เป็นการบริหารราชการในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และการที่นายธาริต พยายามนำ 15 % มาเป็นข้อกล่าวอ้างว่า มีการเบิกจ่ายไป แต่เงินหายไปนั้น เราไม่ได้คิดว่า พล.ต.อ.พงศพัศ จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการทุจริต แต่น่าจะเป็นผู้รู้ดี และต้องออกมาชี้แจงว่า ทำไมถึงไปเขียนทีโออาร์ให้มีการเบิกจ่ายล่วงหน้าได้ 15 เปอร์เซ็นต์ จึงอยากเรียกร้องให้นายธาริตเรียก พ.ต.อ.พงศพัศ เข้าไปสอบถามเรื่องการกำหนดสเป็กทีโออาร์ คดีจะได้มีความคืบหน้า และเอาให้จบก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาธิปัตย์ ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ว่า ใครเป็นไอโม่งสร้างความเสียหายให้กับทางราชการ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

 

'อภิสิทธิ์'ปลุกภาคการเมืองร่วมวางแผนพัฒนาฯปท. 20 ปี

 

                     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายเรื่อง “การเมืองของการบริหารเศรษฐกิจไทย” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาการบริหารเศรษฐกิจยึดถือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เมื่อประชาธิปไตยพัฒนามากขึ้นก็ต้องยอมรับว่าแผนพัฒนาฯ ไม่สามารถตอบโจทย์คนได้ทั้งหมด โดยเฉพาะแผนพัฒนาฉบับที่ 7 และ 8 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า มีปัญหาความเหลื่อมล้ำและการละเมิดสิทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเรื่องนี้ได้ทำให้ระบบการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจ ต้องการจุดลงตัวร่วมกัน การบริหารเศรษฐกิจต้องมีการตัดสินใจว่าจะเลือกอย่างไร

                     อย่างไรก็ตามการตัดสินใจก็ต้องนำเข้าสู่ระบบการบริหารของการเมือง และในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า พรรคการเมืองหรือภาคการเมือง ต้องเข้ามามีบทบาทวางแผนการพัฒนามากขึ้น ซึ่งตนเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้คิดเรื่องการเมืองมากเกินไป เพราะสิ่งใดที่เป็นของรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้เริ่มต้นไว้ เขาจะไม่ทำ เช่นโครงการโฉนดชุมชน เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารงานมีชุมชนที่รอรับโฉนดชุมชนกว่า166 ชุมชน แต่รัฐบาลไม่ทำ จนมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็แจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าจะทำต่อ แต่ขอเปลี่ยนชื่อโครงการก่อน เพราะเป็นโครงการของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกองทุนเงินออมที่มีการออกกฎหมายแล้วก็ไม่ได้รับการสนับสนุน

                     หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป ที่ในยุคปัจจุบันการส่งเสริมที่จะทำให้ไทยก้าวพ้น เรื่องรายได้ทางเศรษฐกิจปานกลางให้สูงขึ้น จึงต้องได้รับการสนับสนุนมากขึ้นด้วย และรัฐบาลก็ต้องคำนึงโครงการการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างประชากร ที่คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 25 % แต่เรื่องนี้ยังขาดระบบสวัสดิการรองรับ

                     “นโยบายประชานิยมของรัฐบาลบางอย่างไม่มีเหตุผลมารองรับ โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก ซึ่งนโยบายประชานิยม ขอให้ดูตัวอย่างในประเทศโซนอเมริกาใต้ ที่มีความชัดเจนว่าแนวคิดนี้ไปไม่รอด เพราะนอกจากจะทำให้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้วก็จะมีวิกฤติการเมืองเข้ามาสอดแทรกด้วย ส่วนนโยบายรับจำนำข้าวก็น่าเป็นห่วง เพราะในทางการเงินการคลังขาดทุน 2.2 แสนล้านบาทเท่ากับ 10 % ของงบประมาณประจำปีแต่ละปี แต่ตัวเลขดังกล่าวชาวนาได้ประโยชน์เพียง 1 แสนล้านบาท ส่วนอีก 1.2 แสนล้านบาทนั้นเป็นค่าใช้จ่ายทุกปีที่ไม่รู้ว่าเข้าไปอยู่ในมือใคร ซึ่งตนเคยบอกว่าเงิน 1.2 แสนล้านบาทดังกล่าวนั้นให้นำมาหารจำนวนชาวนาทั้งหมดแล้วแจกเป็นเงินสดก็ยังได้มากกว่าที่ชาวนาได้รับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว