ข่าว

มุสลิมใต้ค้านเคอร์ฟิว!หวั่นเติมเชื้อไฟ

มุสลิมใต้ค้านเคอร์ฟิว!หวั่นเติมเชื้อไฟ

08 ก.พ. 2556

ผู้นำศาสนาและผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำจังหวัดยะลา ค้านเคอร์ฟิว 'ยะหริ่ง-กรงปินัง'หวั่นเติมเชื้อไฟใต้ ด้าน'นักวิชาการอิสระ'ชี้เคอร์ฟิวเพิ่มเงื่อนไขสงครามในพื้นที่

                8 ก.พ.56 นายนิมุ มะกาเจ  ผู้นำศาสนาและผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่  2 อำเภอ คือ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกรณีการยิงชาวนาในพื้นที่ จ.ปัตตานี และยิงพ่อค้าผลไม้ ที่ อ.กรงปินัง นั้น หากมองในแง่ของสาเหตุของปัญหานั้นไม่ชัดเจนว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของกลุ่มขบวนการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่แท้จริงหรือ  เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของผลประโยชน์

                นายนิมุ  กล่าวต่อว่า ไม่จำเป็นที่รัฐจะต้องรีบประกาศให้เป็นพื้นที่เคอร์ฟิวเพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เนื่องจากการนำกฎหมายเคอร์ฟิวมาใช้นั้น ไม่ได้ชี้ชัดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และที่สำคัญอาจจะเป็นการริดรอนสิทธิ์ประชาชนในพื้นที่ได้ เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ประชาชนเดือดร้อนจนต้องร้องขอให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือโดยมาตรการของรัฐ นอกจากพื้นที่ อ.กรงปินัง ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการกระจายสินค้า โดยเฉพาะผลไม้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นการประกาศเคอร์ฟิวจะทำให้บรรยากาศการค้าขายเกิดปัญหาขึ้นทันทีซึ่งจะเป็นการสร้างปัญหามากการแก้ไขเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้น

                "ก่อนหน้านี้ อ.ยะหา และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่แสเดงให้เห็นว่าการใช้กฎหมายเคอร์ฟิวไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด กระทั่งรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกการเคอร์ฟิวในพื้นที่ได้ไม่นานท่ามกลางความดีใจของคนในพื้นที่ กระทั่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กลับมีแนวคิดนำกลับมาใช้อีกซึ่งถือเป็นการคิดและเข้าใจไปเองโดยไม่คำนึงถึงมวลชนโดยส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เป็นผลดีและเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงอีก" นายนิมุ กล่าว

 

"นักวิชาการอิสระ"ชี้เคอร์ฟิวเพิ่มเงื่อนไขสงครามในพื้นที่

                  นายมันโซ สาและ นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า การประกาศ "เคอร์ฟิว"  เท่ากับว่ารัฐจะเพิ่มเงื่อนไขสงคราม ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เมื่อเปรียบกับเหตุการณ์เมื่อช่วง 2547-50 ทำไมช่วงนั้นไม่ใช้ แต่กลับจะมาใช้ช่วงนี้ ซึ่งไม่เหมาะสม และจะทำให้มีการอ้างเรื่องจำกัดสิทธิของประชาชน ซึ่งมันจะเป็นผลลบต่อรัฐมากกว่า

                 "รัฐต้องคิดว่าอะไรที่มันเป็นเงื่อนไข ของสงคราม เงื่อนไขที่จะเป็นทุนของการทำให้รัฐเป็นลบ รัฐก็จะต้องคิดให้มันหนัก ลำพังกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมันก็น่าจะเพียงพอแล้ว จะประกาศ เคอร์ฟิวเข้ามาอีก มันไม่ใช่ภาวะที่รุนแรงเท่ากับช่วง 2547-25550 ช่วงนั้นจะรุนแรง ทั้งจำนวน ความถี่จะสูงกว่าในช่วงนี้มาก รัฐอาจจะมองว่าการไปสังหารพ่อค้า  มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สำหรับคนที่ก่อความไม่สงบที่ต้องสร้างแรงกดันทุกอย่างตามที่วางไว้ ฉะนั้นถ้ากลับไปใช้ เคอร์ฟิว มันเท่ากับว่าเราไม่ได้ลดเงื่อนไข และมันจะสวนทางกับแนวทางที่เรากำลังคุยกันเรื่องสันติภาพในปัจจุบัน" นายมันโซ กล่าว

                  นายมันโซ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงกับตำรวจมีความขัดแย้งกันในระดับนโยบาย เพราะคนที่พูดเรื่องนี้คือ ทหาร กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี   ซึ่งในระดับพื้นที่เองผู้ปฏิบัติงานทั้งทหาร - ตำรวจก็มีปัญหากัน   ตำรวจ กับทหารมีปัญหากัน ตอนนี้ในการลดความรุนแรงคือ รัฐจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม เพราะปัจจุบันทุกๆ 300 เมตรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีจุดตรวจ   เคอร์ฟิว ไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดเท่ากับคุณเพิ่มประสิทธิภาพในการลาดตระเวน ในการหาข่าว ตรวจค้น ตั้งด่าน มากกว่าที่คุณจะกำหนดพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบในภาพกว้างกับประชาชนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย


 

ชาวบ้านปัตตานี คัดค้านใช้ "เคอร์ฟิว"

                นายอับดุลเลาะ ซอแล๊ะ กล่าวว่า การใช้กฎหมายเคอร์ฟิวส์ ค้องคำนึงถึงอิสรภาพ เช่น ชาวบ้านป่วย จะทำอย่างไร โดยเฉพาะวิถีชีวิตชาวบ้าน เช่น ละหมาดหัวรุ่งต้องเดินทางไปละหมาดที่มัสยิด ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านลำบากขึ้น รวมถึงการออกทำงานในยามค่ำคืน และรัฐจะใช้เคอร์ฟิวส์เวลาไหนให้ชัดเจน รวมทั้งอาชีพการกรีดยาง ที่ต้องออกไปยามตี 1ตี 2 จะทำอย่างไร ขัดกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

               "ไม่เห็นด้วย เพราะเดือดร้อนทำมาหากิน และคนปัตตานีทำงานกลางคิน เช่นทำงานแพปลาต้องขึ้นปลาเวลากลางคืนจะทำอย่างไรเป็นต้น" นายมะดาโอ๊ะ กล่าว