
สืบสานวัฒนธรรมจีน...แบบนี้ใช่เลย
สืบสานวัฒนธรรมจีน...แบบนี้ใช่เลย
ถึงเวลาเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษในเทศกาลตรุษจีนทีไร เป็นอันต้องเห็นบรรยากาศครึกครื้นของเหล่าคนไทยเชื้อสายจีนที่ออกมากราบไหว้และพบปะญาติพี่น้องกันแบบพร้อมหน้า นับเป็นเรื่องของความกตัญญูที่เหล่าคนมีแซ่เขายึดถือมาช้านานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่ทิ้งคำสอนธรรมเนียบปฏิบัติให้ลูกหลานไว้มากมาย และเชื่อว่ายังมีเรื่องราวคำสอนของคนจีนตั้งแต่ยุคเสื่อผืนหมอนใบจนถึงปัจจุบันที่หลายคนยึดนำมาปฏิบัติใช้จนได้ดิบได้ดีกันไปไม่มากก็น้อยไม่ว่าจะอยู่ในเชื้อชาติไหน ฮอตอิชชู่วันนี้จึงขอยึดฤกษ์ดีๆ ไปถามชาวไทยแท้กับเขาซะหน่อยว่าได้ใช้คำสอนจีนอะไรมาใช้พัฒนาตัวเองกันบ้าง และได้ผลกันอย่างไร หลากหลายคำสอนเลยผุดออกมาให้ลองทำตามกันแบบไม่ยากอย่างที่คิด
เพราะมีลูกกำลังโตเป็นวัยรุ่นคุณแม่สุดเปรี้ยว "อุ๊" มณฑ์ลัชชา สกุลไทย ที่ยึดถือวิถีการดำเนินชีวิตของคนจีนในเรื่องของความอดทนและความมุ่งมั่นเป็นหลัก เพราะจะบอกตัวเองและลูกเสมอว่า คนเราต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดก่อนที่จะไปพึ่งคนอื่น เนื่องจากคนจีนมีประชากรมากดังนั้นการดำเนินชีวิตของพวกเขา จึงไม่มีการพึ่งพาอาศัยกับต้องอยู่ด้วยตัวเองเป็นหลัก สิ่งนี้จึงนำมาสอนลูกเสมอว่า อย่าคิดว่าตอนนี้ตัวเองสบายและไม่ต้องทำอะไร อย่างไรเสียก็ต้องมีความมุ่งมั่นกับตัวเองและต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้
"เวลาที่ดูสารคดีของชาวจีนจะสะท้อนให้เห็นเลยว่า คนจีนถ้ารวยแล้วรวยเลย แต่ถ้าจนก็จะจนมาก ทำไมคนจีนถึงรวยเพราะเขากระเสือกกระสนที่จะเอาตัวรอดให้ได้ เขามีความมุมานะ อดทน และมุ่งมั่น ดังนั้นจะสอนลูกเสมอว่าเราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เด็กสมัยนี้สบายมากเกินไป บางครั้งเราต้องสอนให้เขาลำบากบ้าง แล้วเราเองก็ต้องทำเป็นตัวอย่างให้เห็น อย่างวันไหนถ้าจะต้องออกไปข้างนอก ไม่มีรถใช้หรือคนขับรถไม่ว่าง ก็จะบอกว่าเราจะต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้านะ ให้เขารู้ว่านี่คือชีวิตจริงที่ไม่ได้สบายตลอดเวลา เราอาศัยสอนลูกทางอ้อมเพื่อให้เขารู้จักระวังตัว อย่าฟุ้งเฟ้อ อย่าหลงทาง จะบอกเขาเสมอว่าคนรวยไม่ได้หมายความว่าจะรวยเสมอไป อีกอย่างที่ทำให้เขาดู คือเรื่องการตรงต่อเวลา จะอธิบายให้เขาฟังว่าการรักษาเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเราต้องไปเจอกับบุคคลสำคัญที่เป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าจะต้องเดินไปเพื่อให้ไปตรงเวลาก็ต้องทำ ไม่ต้องสนใจใครว่าเราจะแต่งตัวดีแค่ไหนแล้วเดินข้างถนน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ว่าชนชาติไหนในโลกก็ควรจะทำ" อุ๊ เน้นย้ำ
"ความซื่อสัตย์" คือข้อปฏิบัติหลักที่สาวจากแดนใต้ "ติ๊ก" อมรรัตน์ เขียวรัตน์ เจ้าของกิจการนำเข้าแท่นพิมพ์ จำหน่ายอุปกรณ์การพิมพ์ บริการหลังการขายครบวงจร ยึดถืออย่างเหนียวแน่นเพราะถือว่ามีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะในอาชีพค้าขาย ควบคู่กับความขยัน มานะ อดทน ขณะเดียวกันวิถีชีวิตเธอได้แบบอย่างความขยัน ความกตัญญูมาจากครอบครัวชาวจีนในละแวกบ้านซึ่งพบเห็นมาตลอดจนค่อยๆ ซึมซับและนำมาใช้กับบุพการี
"แบบอย่างแรกคือความขยัน ที่ซึมซับมาจากคนจีนในละแวกบ้านที่จังหวัดระนอง เพราะถึงเขาจะมีลูกหลานหลายคนแต่ด้วยความขยันก็สามารถเลี้ยงลูกหลานให้อยู่อย่างสุขสบายได้ ตัวเองจึงได้ข้อคิดว่า คนเราหากขยันอย่างไรก็ไม่มีวันอดตาย ส่วนในมุมของการทำธุรกิจ "ความซื่อสัตย์" เป็นอีกข้อปฏิบัติสำคัญที่ตัวเองยึดถือมาจากชาวไทยเชื้อสายจีนเช่นกัน เพราะเมื่อเราพูดอะไรกับหรือสัญญาอะไรกับลูกค้าไว้ต้องทำตามคำพูด ไม่เช่นนั้นจะหมดความน่าเชื่อถือ ไว้เนื้อเชื่อใจ นอกจากนี้ยังมีอีกข้อที่ไม่อาจจะละเลยได้นั่นคือ ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ถึงแม้จะมาอยู่กรุงเทพฯ และไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยม ก็จะโทรศัพท์ไปหาพูดคุยทุกวัน และหาคนมาช่วยดูแลอยู่เป็นเพื่อน ทำให้แม่สบายใจที่สุด" สาวไทยเผยวิถีการดำเนินชีวิตของตัวเอง
ด้วยความที่ต้องคลุกคลีอยู่ในแวดวงของธุรกิจตลอดเวลา ผู้บริหารสถานบันเทิงชื่อดัง ย่านรัชดา “เอ็กซ์” ชัยภูมิภัทร นิจรัน ได้นำข้อคิดคำสอนของชาวจีนที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการบริหารงาน กับสุภาษิตคำสอนที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ถือเป็นสุภาษิตจีนซึ่งตรงกับการทำงานของตนเองมากที่สุดและยึดถือปฏิบัติตามมาโดยตลอด ซึ่งแต่ละคนต้องรู้ถึงศักยภาพของตัวเองว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน การรู้มากขึ้นเท่าไหร่ ความพ่ายแพ้ล้มเหลวยิ่งน้อยลงเท่านั้น การรับรู้ข้อมูลมาก ยิ่งรู้ชั้นเชิงมาก แนวทางในการทำงานยิ่งมีมากขึ้น ข้อมูลน้อยรู้น้อย ความผิดพลาดย่อมมีสูง
“สุภาษิตคำสอนของชาวจีน ผมว่ามันเป็นอมตะ ใช้ได้จริงและเป็นความจริงที่สามารถใช้ได้ตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกคำสอนข้อไหนไปปฏิบัติ ซึ่งต่างมีข้อดีที่แตกต่างกัน อย่างที่ผมใช้มาตลอด คือ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" และสุภาษิตของนักเขียนชาวจีนที่ชื่อว่า “โกวเล้ง” ซึ่งมีสำบัดสำนวนนุ่มลึก ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า "ข้าพเจ้าร่ำสุรา มิใช่ข้าพเจ้าชอบสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศแห่งการร่ำสุรา" เป็นข้อคิดดีๆ ชี้ให้เห็นว่า ในวงสนทนามักมีบรรยากาศ การพูดคุยแลกแปลี่ยนความคิดเห็นอะไรใหม่ๆ ในแง่มุมของแต่ละคนเอามาร่วมแชร์กันได้เสมอ และไม่จำเป็นว่าในวงสุราจะต้องทะเลาะกัน เบาะแว้งกันเสมอไป กลับกันอาจมีข้อคิด หรือคำบอกเล่าเรื่องราวดีๆ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ฉนั้น สุภาษิตคำสอนที่ดีหากจะเกิดผลดีและใช้ได้จริง ต้องเป็นคนที่รู้จักนำมาใช้ จึงจะเกิดประโยชน์” ผู้บริหารเผยข้อคิดที่ตนเองใช้ปฏิบัติ
ส่วนคนไทยแท้ในราชสกุลอิศรเสนา "พงศ์" พิพัฒน์พงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ที่ตอนนี้นั่งเก้าอี้ผู้แทนพิเศษสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บอกว่า วัฒนธรรมจีนที่เห็นชัดเจนและคนไทยนน่าจะเดินตาม สิ่งเดียวเลยคือความเป็นชนชาติของคนจีนทั่วโลก เพราะไม่ว่าเขาจะอยู่ในประเทศของเขาหรืออยู่ในประเทศใดในโลกนี้ เขาไม่เคยลืมประเพณี ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของเขาเลย
"ยกตัวอย่างเลยเรื่องของการไหว้เจ้า ไม่ว่าเขาจะอยู่ประเทศไหน ทวีปไหน เมื่อถึงวันไหวว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ เขาก็จัดการตามประเพณีกันอย่างพร้อมเพียง ไหว้กันทุกบ้าน มีกระดาษเงิน กระดาษทองเผาเพื่อส่งต่อให้บรรพบุรุษ ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีน้อยก็ทำน้อย มีมากก็ทำมาก ทำเหมือนกันหมดและส่งต่อรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คนไทยเราเองพ่อแม่เสียยังไม่ค่อยจะทำบุญไปให้ หรือแม้กระทั่งวันสงกรานต์คนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยรู้เลยว่าจะต้องทำบุญให้ปู่ย่าตายายที่เสียชีวิตไปแล้ว ยิ่งถ้าอยู่ต่างประเทศด้วยแล้วหายกันไปเลยวัฒนธรรมแบบนี้" ผู้แทนพิเศษสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัติรย์ แจงถึงเรื่องที่คนไทยควรจะสืบทอดตามคนจีน หลายคำสอน หลายวีถีปฏิบัติ ค่อยๆ ทำตามกันทีละนิดรับรองชีวิตมีแต่เฮง เฮง เฮง ไปทุกปีแน่นอน !!!



