
'กกต.'เตือนทำ'โพลล์'ชี้นำขัดกม.
'กกต.' เตือน 'สำนักโพลล์' หากมีเจตนาชี้นำ แม้อ้างหลักวิชาการก็เข้าข่ายขัด ม.57 มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
8 ก.พ. 56 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงกรณีการทำและเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ของสำนักโพลล์ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นการชี้นำว่า ส่วนตัวเห็นว่าแม้กฎหมายและประกาศ กกต. จะไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำหรือเผยแพร่โพลล์ และรัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิบุคคลในการแสดงความคิดเห็นทั้งในเรื่องของการพิมพ์ การพูด ซึ่งการทำโพลล์ก็เข้าลักษณะเดียวกัน โดยการทำโพลล์ ก็ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ จะถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าทำโดยอ้างหลักวิชาการ และมีเจตนาที่จะเป็นการชี้นำ หรือรับจ้างมาทำเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัคร หรืองดเว้นการลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใด ก็ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 57(5) พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งถ้ามีการร้อง กกต.ต้องมีการสืบสวนสอบสวน และหากพบว่าผิดจริงตามที่ร้อง ก็จะมีโทษตามมาตรา 131 ของ พ.ร.บ.เดียวกัน ที่ระบุว่า จำคุก 1 - 5 ปี และปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 11 ร้องว่า สำนักโพลล์แห่งหนึ่ง รับงานหน่วยงานรัฐ ทำโครงการอื่น จึงน่าเชื่อว่าผลโพลล์ที่ออกมาจากสำนักนี้ น่าจะมีการรับจ้างทำและเผยแพร่ นายสมชัย กล่าวว่า ตรงนี้ถ้ามีการร้อง กกต.ก็จะตรวจสอบ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ในลักษณะกว้างว่า การจ้างนั้นเป็นการกระทำโดยตรงหรืออ้อมหรือแอบแฝง แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กกต.เคยได้รับการร้องเรียน กรณีมีการเผยแพร่ผลโพลล์ ว่ามีการรับจ้างทำเพื่อชี้นำประชาชน แต่เมื่อสอบไปแล้ว พบว่า ผู้ทำอ้างทำตามหลักวิชาการและไม่สามารถโยงถึงผู้สมัครได้ จึงต้องยกคำร้อง ซึ่งในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ถ้าพบว่าทำโดยมีเจตนาชี้นำ แต่อ้างหลักวิชาการ ผู้ทำก็จะผิดตามมาตรา 57(5) มีโทษทางอาญา และหากโยงไปถึงพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรู้เห็น จะมีสิทธิถูกใบเหลือง ใบแดง และถูกยุบพรรคได้ ทั้งนี้ถ้าจะร้องการทำโพลล์ที่มีลักษณะชี้นำ ก็ต้องร้องผ่าน กกต.กทม. ให้พิจารณา และ กกต.กทม.ก็จะเสนอมายัง กกต.กลาง เพื่อพิจารณาต่อไป
นายสมชัย กล่าวอีกว่า การหาเสียงขณะนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น ผู้สมัครใช้ยุทธวิธีทุกรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ กกต. ยังไม่มีขีดความสามารถเข้าไปดูแล ก็คือการหาเสียงผ่านมีเดียต่างๆ และการโพสต์ข้อความใส่ร้ายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งในอดีตก็เคยมีการร้องเรียน แต่เมื่อ กกต.พิจารณาแล้ว ก็ยกคำร้อง เพราะในการสอบสวนไม่สามารถหาหลักฐานโยงไปถึงตัวผู้สมัคร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องได้ แต่ทางลึกๆ แล้ว ทุกฝ่ายก็รู้ว่าสื่อฯเหล่านี้ใครก็เป็นเจ้าของ
'กกต.กทม.' เผยคำร้องสอบ 'โพลล์' ยังไม่สมบูรณ์
พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) กล่าวภายหลังการประชุมที่มีวาระการพิจารณากรณีการทำและเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นการชี้นำว่า ที่ประชุมได้รับทราบกรณีมีผู้ยื่นคำร้องเรื่องดังกล่าวรวม 2 คำร้อง โดย กกต.กทม.เห็นว่า คำร้องของนายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ผู้สมัครเบอร์ 6 ยังไม่มีความสมบูรณ์ เพราะไม่ได้กล่าวหาใครเป็นกิจจะลักษณะ และเมื่อประสานไปยังนายสัณหพจน์ ให้มายื่นคำร้องในวันที่ 7 ก.พ. ซึ่งนายสัณหพจน์ ก็ไม่นำเอกสารมายื่น ในชั้นนี้ จึงถือว่าเอกสารของนายสัณหพจน์ เข้าลักษณะเอกสารไม่ครบถ้วนตามข้อ 9 ของระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวน แต่ได้รับการประสานจากนายสัณหพจน์ ว่าจะนำเอกสารมายื่นเพิ่มในวันที่ 11 ก.พ.
พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกคำร้องเป็นกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้สมัครเบอร์ 11 มอบหมายให้นายประพันธ์ คูณมี และทีมงานเข้ายื่นคำร้อง เนื้อหาตามคำร้องครบถ้วนมีรายละเอียดพอพิจารณาได้ แต่พบว่านายประพันธ์ ผู้ยื่น ไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการตามข้อ 12 ที่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกำหนด และจากการประสานผู้ยื่น จะนำใบมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มายื่นต่อ กกต.กทม.เพื่อให้คำร้องมีความครบถ้วนในวันที่ 11 ก.พ.เช่นเดียวกัน ซึ่งหากวันดังกล่าวบุคคลทั้ง 2 ไม่นำเอกสารมายื่นเพิ่มเติม การประชุม กกต.กทม.ในวันที่ 12 ก.พ. ที่ประชุมก็จะพิจารณาว่า ผู้ร้องสละสิทธิ และทำให้ทั้ง 2 คำร้องตกไป แต่หากคำร้องมีเอกสารประกอบครบถ้วน ก็จะพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย ว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคำร้อง เพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ รวมทั้งก่อนจะรับเป็นคำร้องก็จะต้องมีการเชิญผู้ถูกร้อง หรือผู้จัดทำโพลล์มาให้ข้อมูลก่อนด้วย



