ข่าว

'ธาริต'เเจงปมสร้างโรงพักฮั้วชัด!

'ธาริต'เเจงปมสร้างโรงพักฮั้วชัด!

08 ก.พ. 2556

'ธาริต' เเจงยาวปมสร้างโรงพัก 396 เเห่งทั่วประเทศ ระบุฮั้วชัดเจน เชื่อ 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' หนีความผิดไม่ได้

                     8 ก.พ.56 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยเเลนด์ ทางสปริงนิวส์กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ตอบโต้ว่าการก่อสร้างโรงพัก 396 เเห่งทั่วประเทศนั้น ฝ่ายการเมืองในช่วงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เเละฝ่ายการเมืองต้องดำเนินการตามที่สำนักงานตำรวจเเห่งชาติเสนอขึ้นมาในการกระจายสัญญาจาก 10 กองบัญชาการตำรวจภูธรทั่วประเทศว่า ดีเอสไอไม่ใช่หน่วยงานการเมืองเเต่เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูเเลว่าการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมายต้องดำเนินการเช่นใด เเละเป็นหน้าที่ของดีเอสไอในเรื่องฮั้่วประมูล หากดีเอสไอไม่ทำตำรวจก็ทำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อดีเอสไอรับเรื่องร้องเรียนเเละค้นความจริงในเรื่องนี้เเล้วก็เเถลงข่าวไปตามนั้น

                     ส่วนประเด็นที่นายสุเทพ อ้างว่าการประมูลดำเนินการตามที่อดีตผบ.ตร. ตอนนั้นเสนอให้เเยกสัญญาเเละรวบเหลือหนึ่งสัญญา เเละนายสุเทพก็ดำเนินการเห็นชอบตามนั้่น นายธาริตกล่าวว่าจะเรียกว่าฝ่ายนโยบายคือฝ่ายการเมืองมีอำนาจสูงสุดในตอนนั้นโดยอนุมัติยกเลิก 10 สัญญา เเละอนุมัติใหม่ว่ารวมศูนย์ โดยผู้ร่วมประมูลเหลือหนึ่งรายที่ดำเนินการก่อสร้างทั่วประเทศ ตรงนี้ดีเอสไอตรวจสอบเอกสารเเละข้อคัดค้านในเรื่องนี้เเล้ว ความจริงนั้นผู้ชนะประมูล1รายไม่สามารถรับเหมาทั่วประเทศได้ ตรงนี้คือต้นตอที่ทำให้เป็นปัญหาเเละถ้ามองในเรื่องนี้โดยไม่มองว่าทุจริตหรือไม่ เเต่ควรมองว่ามีความผิดเข้าตามตัวบทกฎหมายที่ระบุว่าเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับรับงานเเต่ทำไม่ได้จริงเเละรัฐเสียหาย หากนายสุเทพไม่อนุมัติในเรื่องนี้ตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ฝ่ายข้าราชการทำหน้าที่เสนอความเห็นในเรื่องสำคัญ3-4เเนวทาง เเต่กฎหมายระบุว่าให้ฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชนเเละมีอำนาจสูงสุดตัดสิน นายสุเทพทำหน้าที่ในการบริหารประเทศเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ การอนุมัติจึงเป็นสิ่งสำคัญขั้นสุดท้าย คนอนุมัติต้องรับผิดชอบตามหลักการ ไม่อย่างนั้นจะหนีความรับผิดชอบกันหมด

                     ส่วนข้อคัดค้านของผู้ร่วมประมูล 8 บริษัท ที่ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เเละนายสุเทพ โดยสองคนนี้อ้างว่าไม่เคยเห็นหนังสือร้องเรียน นายธาริต กล่าวว่าหลักฐานในตอนนี้ต้องสอบยันสองฝ่ายคือผู้เเข่งขัน 8 ราย ที่ยื่นเอกสารเเละมีหนังสือรับรองการรับหนังสือร้องเรียนจากสำนักนายกฯ เเละการร้องเรียนมีมาก่อนการอนุมัติรวมสัญญาเหลือ 1 สัญญา หากสองคนนี้ชี้เเจงเเละเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้นก็จะเชิญสองคนนี้มาชี้เเจงกับดีเอสไอ ว่าหนังสือร้องเรียนอาจไม่ถึงมือก็ให้อธิบายมา ส่วนกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทยระบุว่าเอกสารในเรื่องนี้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผบ.ตร. เกี่ยวข้องในทีโออาร์นี้ นายธาริต กล่าวว่า ตรวจสอบอยู่เเต่เรื่องนี้นั้นอยู่ที่สาระและการตัดสินใจจากฝ่ายการเมืองที่จะตัดสินใจให้สัญญารวมอยู่ในสัญญาเดียว ฝ่ายข้าราชการต้องปฏิบัติต้องดำเนินการตามฝ่ายนโยบายคือคำสั่งนายกฯที่มีอำนาจสูงสุดเเละฝ่ายปฏิบัติจะรับผิดได้อย่างไร

                     เมื่อถามว่าเมื่อรวมสัญญาเเล้วนั้นจะฮั้วได้อย่างไร นายธาริต กล่าวว่า คำๆนี้มักเข้าใจว่าสมยอมเเละรู้กัน เเต่ในมิติกฎหมายนั้น คำว่าฮั้วนั้่น กฎหมายต้องการให้การใช้เงินของรัฐเป็นไปอย่างถูกต้องในการเเข่งขันราคาเเบบโปร่งใสเละห้ามกีดกัน ผูกขาด ทำให้งบประมาณเสียหายเเละเอื้อประโยชน์หรือกีดกันหรือไม่ให้ให้ผู้ประกวดราคาเข้าเเข่งขัน เเต่เดิมนั้นในเรื่องนี้ต้องมีสิบสัญญาที่เป็นธรม ไม่ผูกขาดเเต่การยกเลิกเหลือสัญญาเดียว คือผูกขาดการเเข่งขันไม่เป็นธรรมเเละเกิดความเสียหายเเบบนี้เอื้อประโยชน์ให้รายเดียวก็เข้าข่ายความผิดเเล้ว ส่วนสิ่งที่นายสุเทพอ้างรวบเหลือ 1 สัญญา เเต่ก็เปิดเข่งขันเเละมีห้ารายเข้าประมูล นายธาริต กล่าวว่าใครที่ได้สัญญาเพียงรายเดียวนั้นผิดปกติเเละเป็นการกีดกันรายอื่นเเล้ว เพราะนิยามคำว่าฮั้่วนั้่นกว้างขวางโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเเละฝ่ายการเมืองต้องมีกฎหมายเข้มงวดไม่ให้เปิดช่อง

                     ส่วนทีโออาร์เอื้อประโยชน์ให้บางฝ่ายนั้นเข้าข่ายกฎหมายฮั้วประมูล เพราะกรณีนี้นี้ก็เข้าข่ายเเละไม่จำเป็นต้องหาความเชื่อมโยงของผู้ได้รับประโยชน์จากสองฝ่าย เพราะกรณีเข้าข่ายความผิดเเล้วไม่ต้องหานอก-ใน เพราะเอื้อให้รายใดรายหนึ่งได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้ก็เข้าข่ายความผิดเเต่ความเสียหายกรณีเกิดขึ้นเเล้วไม่ต้องหาความผิดในด้านอื่น เเละดีเอสไอมีหลักฐานลึกๆว่าเเม้บริษัทพีซีซีฯร่วมคัดค้านการรวมสัญญาในตอนเเรกเเต่หลังจากนั้นในการคัดค้านรอบที่สองบริษัทพีซีซีฯไม่ร่วมการคัดค้านก่อนการประมูล เเละเรื่องนี้ไม่ต้องอาศัยเจตนาพิเศษทางกฎหมาย เพราะดูเเค่เจตนาธรรมดาคือกีดกัน เอื้อประโยชน์ ความเสียหายเกิดขึ้น ไม่มีการเเข่งขัน เพราะกรรมคือเครื่องชี้เจตนา กรณีนี้คือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเเล้วเเละกฎหมายเขียนไว้เเบบนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับงบประมาณเเผ่นดิน กรณีคือพีซีซีฯฉ้อโกงเเละความผิดสำเร็จตามกฎหมายอาญาเเละเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

                     ส่วนการขยายสัญญากรณีนี้ตามมติ ครม. ของรัฐบาลชุดนี้ตามที่นายชูวิทย์ตั้งข้อสังเกตนั้น นายธาริต กล่าวว่า ขอเรียนว่าการบริหารสัญญาเป็นเรื่องทางเเพ่งเเละเเยกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นักการเมืองฝ่ายที่ไม่ได้อยู่กับรัฐบาลที่เเถลงเรื่องนี้ ความจริงเรื่องนี้ตรวจสอบกันได้ เเละตอนนี้ดีเอสไอกำลังตรวจสอบผู้บริหารบริษัทพีซีซีฯนี้ว่าสมรู้ร่วมคิดกับริษัทอื่นหรือไม่ในเรื่องนี้ เเละกำลังตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน 15,000 ล้านบาทในธนาคารออมสินอยู่