ข่าว

งัดก.ม.เอาผิด'ข่มขืน-คุกคาม'เด็กและสตรี

งัดก.ม.เอาผิด'ข่มขืน-คุกคาม'เด็กและสตรี

08 ก.พ. 2556

งัดกฎหมายเอาผิด 'ข่มขืน-คุกคาม'เด็กและสตรี : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ

              ..เด็กอายุ 13 ปี ถูกเพื่อนของพ่อแม่ข่มขืน, ข้าราชการทหารข่มขืนเด็กอายุ 9 ปี, พ่อข่มขืนลูก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 15 ปี, นักเรียนมัธยม 5 คน รุมโทรมนักเรียนหญิงชั้นประถม และเด็กอายุ 1 ปี 9 เดือน และ 2 ปีเศษ ถูกข่มขืน...

              ส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและสตรี ที่ปรากฏเป็นข่าวรับรู้ในสังคมวงกว้าง แต่ยังมีอีกมากมายที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว!!

              ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ของกระทรวงสาธารณสุข ระบุตัวเลขผู้ถูกกระทำในปี 2553 มี 25,744 ราย และปี 2554 ก็มีแนวโน้มที่สูงมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปี 2553-2555 รวม 1,340 เรื่อง และจำนวนนี้ มี 122 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก สตรี และความเสมอภาคของบุคคล

              จึงเป็นที่มาของเวทีพูดคุย ในหัวข้อ “ภัยคุกคามทางเพศในที่ทำงาน..ปัญหาที่รอการแก้ไข” เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล นางวิสา เบ็ญจะมโน ประธานอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก สตรี และความเสมอภาคของบุคคล ยอมรับว่า จากกรณีร้องเรียนที่มาถึง กสม. แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่โดยภาพรวมภัยคุกคามและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและสตรีมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ผู้ถูกกระทำจำนวนมากได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง หรือกระทั่งเสียชีวิต

              "ทุกวันนี้การละเมิดสิทธิต่อเด็กและสตรี ยกระดับเป็นอาชญากรรมที่มีสถิติการเกิดที่สูงขึ้นในทุกๆ ประเทศ จึงถึงเวลาที่บุคคล หน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่ต้องบังคับใช้ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ประมวลกฎหมายอาญา กฎ ก.พ.ว่าด้วยการกระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน" นางวิสา เสนอทางออก

              น.ส.จันทิมา ธนาสว่างกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานการยุติการดำเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ เสริมว่า หากดูเฉพาะการละเมิดสิทธิในที่ทำงาน ยังพบเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ เช่น นายจ้างทำร้ายร่างกายและจิตใจลูกจ้าง ใช้อำนาจต่อรองเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในหน่วยงานรัฐและเอกชน อย่างกรณีล่าสุด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานที่ทำงาน สาเหตุไม่พอใจที่แนะนำเรื่องระเบียบขั้นตอนการเสนอโครงการ แม้จะไม่ใช่ประเด็นล่วงละเมิดทางเพศ แต่เป็นการละเมิดสิทธิทำร้ายร่างกายต่อหน้าสาธารณะ ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อกายและจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เสียหายหวาดกลัว อาจจะถูกข่มขู่ คุกคาม

              นางเอ (นามสมมุติ) เคยถูกทำร้ายร่างกายจากข้าราชการการเมือง ยอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง จึงต้องการปกป้องงบประมาณของแผ่นดิน แต่สิ่งที่ผู้บังคับบัญชากระทำต่อหน้าสาธารณะแบบนั้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและอับอาย จึงจำเป็นต้องออกมาปกป้องสิทธิด้วยการแจ้งความเพื่อดำเนินคดี ข้อหาทำร้ายร่างกายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล ทั้งนี้อยากฝากถึงคนที่ถูกกระทำในลักษณะนี้ให้ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง เพราะไม่อย่างนั้นความชั่วจะเข้ามาทำให้สังคมย่ำแย่

              ด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้ผู้ถูกกระทำต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม ทำให้ภัยคุกคามของผู้หญิง ทั้งความรุนแรงในครอบครัว และความรุนแรงทางเพศ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกรณีการละเมิดสิทธิในที่ทำงาน สถานศึกษา และวัด หากอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์จะพบบ่อยครั้ง จึงอยากขอเรียกร้องให้ผู้ถูกกระทำลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ และเข้าถึงหน่วยบริการ เช่น 1300 ศูนย์ประชาบดี สถานีตำรวจ หรือ หน่วยงานที่เป็นเอกชน มูลนิธิต่างๆ รวมถึงบ้านพักเด็กและครอบครัว ที่มีทุกจังหวัด เพราะจะมีเจ้าหน้าที่และทีมสหวิชาชีพคอยให้คำแนะนำเตรียมความพร้อมก่อนจะมีการดำเนินคดี!!

...........

(หมายเหตุ : งัดกฎหมายเอาผิด 'ข่มขืน-คุกคาม'เด็กและสตรี : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ)