
ครัวเรือนกู้พุ่ง21.6%'รถ-คอนโด'นำโด่ง
ปี 55 แบงก์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 13.7% ชะลอจากปี 54 ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคพุ่งสวนทางโต 21.6% รถคันแรกดันสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กระฉูด ตามด้วยคอนโด
7 ก.พ. 56 นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบในปี 2555 มียอดคงค้างอยู่ที่ 9.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.7% เทียบกับปี 2554 ที่อัตราเติบโตอยู่ที่ 15.1% อย่างไรก็ตาม ในของสินเชื่ออุปโภคบริโภคในปีที่ผ่านมา กลับมีอัตราเติบโตสูงถึง 21.6% ขณะที่ในปี 2554 เติบโตที่ 15.8% ซึ่งในภาพรวมของสินเชื่อทุกประเภทถือว่ายังไม่มีสัญญาณใดที่น่าห่วง
"แม้สินเชื่ออุปโภคบริโภคจะเติบโตค่อนข้างมาก แต่หากเศรษฐกิจเติบโตดี ก็เชื่อว่าผลกระทบที่จะก่อให้เกิดหนี้เสียคงน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งธปท.ยอมรับว่ามีสินเชื่อ 2 ประเภท ที่ธปท.ติดตามดูอย่างใกล้ชิด คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ กับสินเชื่อเพื่อซื้ออาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม โดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในปีที่แล้วเติบโตถึง 39% ส่วนสินเชื่อซื้อคอนโดมิเนียนเติบโต 24.4%" นายอานุภาพกล่าวและว่า การติดตามใกล้ชิดก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี เพียงแต่ต้องหาข้อมูลหลากหลายมาใช้ในการวิเคราะห์ มีทั้งพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์ หรือคุยกับผู้ประกอบการโดยตรง
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 2556 นั้น มองว่าน่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภค เนื่องจากยอดจองซื้อรถยนต์คันแรกที่ยังไม่ได้รับการส่งมอบอีก 7 แสนคัน จะทยอยส่งมอบในปีนี้ ซึ่งก็ทำให้แนวโน้มสินเชื่อโดยรวมขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่สามารถตอบได้ว่าจะมากหรือน้อยแค่ไหน
นายอานุภาพกล่าวต่อว่า หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ในปี 2555 มียอดคงค้างอยู่ที่ 2.54 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2554 จำนวน 1.19 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ซึ่งอยู่ที่ 2.7% โดยยอดเอ็นพีแอลที่ลดลงเป็นผลจากการรับชำระหนี้ การตัดหนี้สูญและการขายหนี้เอ็นพีแอลในส่วนของสินเชื่อธุรกิจเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษในปี 2555 เพิ่มขึ้น 2.3 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 2.43 แสนล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นทั้งในสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมโลหะขึ้นมูลฐาน สินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ด้วยฐานของสินเชื่อที่ขยายตัวทำให้สัดส่วนสินเชื่อดังกล่าวต่อสินเชื่อรวมยังทรงตัวที่ 2.2%
“เท่าที่ตรวจสอบมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของแบงก์พาณิชย์ขณะนี้ พบว่ามีความระมัดระวังที่สูง แม้กระทั่งสินเชื่อรถยนต์ที่โตมากๆ ก็ไม่ได้มีการลดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่บางแบงก์มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นด้วย เพราะมีการเติบโตที่เยอะมาก และแม้คุณภาพสินเชื่อยังดี แต่แบงก์ก็ระวังและคำนึงถึงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จึงได้กันเงินสำรองเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองที่ต้องกันตามกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็น 157.2%” นายอานุภาพกล่าว



