ข่าว

'ศาลอาญา'หนุนนิรโทษฯ-สร้างสมานฉันท์

'ศาลอาญา'หนุนนิรโทษฯ-สร้างสมานฉันท์

07 ก.พ. 2556

อธิบดีศาลอาญา แถลงผลงาน เผยคดียาเสพติดมากสุด หนุนนิรโทษกรรมสร้างสมานฉันท์ ยันพิจารณาคดีการเมืองเป็นกลาง ติงนักวิจารณ์อย่าอคติ ใช้ถ้อยคำเสียดสี นำข้อมูลต่างกดดัน

                          7 ก.พ. 56  ที่ห้องประชุมชั้น 10 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายสุทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรมได้ร่วมกันแถลงผลงานของศาลอาญาประจำปี 2555 ตามโครงการศาลอาญาพบสื่อมวลชน

                          นายทวี กล่าวว่า ศาลอาญากับคดียาเสพติดเข้าสู่การพิจารณาของศาลถึงร้อยละ 58 และคดีอาชญากรรมทั่วไปร้อยละ 42 ซึ่งคดียาเสพติดเป็นจำนวนมากเนื่องจาก บช.ปส. จับกุมส่งพิจารณาคดีที่ศาลอาญารัชดาด้วยเพื่อความสะดวกในการเดินทางและลดความเสี่ยงในเรื่องการชิงตัวผู้ต้องหา ซึ่งสามารถกระทำได้ตามเขตอำนาจการสอบสวน โดยคดียาเสพติดในปี 2555 รับใหม่จำนวน  8,264 คดี เป็นคดีค้างเก่า 889 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 8,044  คดีเหลือคงค้างที่ต้องพิจารณา 1,109 คดี  สำหรับคดีอาญาทั่วไป เข้าสู่การพิจารณาของศาล 4,941 คดี แบ่งเป็นคดีค้างเก่า 1,726 คดี พิจารณาแล้วเสร็จจำนวน 5,175 คดี เหลือคงค้างที่ต้องพิจารณา 1,492 คดี รวมพิจารณาคดีทั้ง 2 ประเภทแล้วเสร็จแล้ว 13,219 คดี คิดเป็นร้อยละ 83.56 ซึ่งบรรลุเป้าหมายเกี่ยวกับเกณฑ์ชี้วัดพิพากษาคดี แผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม  2553-2556 ที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้วางแผนไว้

                          นายทวี กล่าวต่อว่า ศาลอาญาตั้งโครงการสมานฉันท์และสันติวิธี เพื่อไกล่เกลี่ยคดีโดยไม่ต้องนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้วเสร็จไปกว่า 600 คดี ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมีคดีสำคัญ ๆ  อยู่หลายคดีและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งศาลยืนยันว่ามีการพิจารณาไปตามพยานหลักฐานและเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงอยากให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์อย่าใช้อคติ อย่าใช้ถ้อยคำเสียดสีทิ่มแทงศาลโดยเฉพาะผู้ที่นำชาวต่างชาติมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลโดยปราศจากข้อมูลอันสมบูรณ์ ตนทนไม่ได้ที่นำคนเหล่านี้เข้ามากดดันศาลซึ่งถือเป็นการกดดันประเทศไทย เราจึงอธิบายคนไทยให้เข้าใจ แต่ต้องยอมรับคดีการเมืองพาดพิงไปถึงกลุ่มที่คิดต่าง  แม้จะพูดอธิบายอย่างไรก็คงไม่เข้าใจถ้าไม่ได้เป็นไปตามที่เขาเห็น

                          นายทวี กล่าวถึงการพิจารณาของผู้พิพากษาในคดีที่เกี่ยวกับการเมืองนั้น ตามหลักการนั้นผู้พิพากษาของศาลอาญาทั้ง 91คน จะมีอิสระในการใช้ดุลยพินิจ ไม่มีผู้พิพากษาท่านอื่นเข้าไปก้าวก่ายกัน การพิจารณาปฏิบัติตามหลักการ แต่ถ้าเป็นคดีที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยประชาชน ส่งผลร้ายต่อระบบกฎหมาย  คำพิพากษาจะมีการตรวจสอบภายใน คือมีหัวหน้าคณะในการดูแลและคดีที่มีระดับอัตราโทษสูงเกิน 10 ปีขึ้นไปจะมีการปรึกษารองอธิบดีศาลอาญาเพื่อ ช่วยกันคิด กลั่นกรองแนวคิดพิพากษา ถ้าคดีใดมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตก็ต้องปรึกษาอธิบดีด้วยอีกครั้งหนึ่ง สำหรับคดีอื่น ๆ ที่อาจมีโจทก์หรือจำเลยเป็นบุคคลสำคัญ ลักษณะคดีกระทบต่อสังคมส่วนรวมแม้ไม่มีอัตราโทษสูงก็ต้องตรวจสอบภายในด้วยเพื่อหาข้อยุติที่ดี ที่ถูกต้อง

                          "คดีการเมืองหลาย ๆ  คดี ผมยังคิดในใจถ้าเป็นได้นิรโทษกรรมไปให้หมด ๆ ก็ดี เป็นประโยชน์เข้าล๊อคเกิดความสมานฉันท์  แต่จะเกิดความสมานฉันท์หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ แต่ก็ยังดีที่มีการคิดแนวนิรโทษกรรมที่ให้มีโทษเฉพาะผู้สั่งการไว้ ตามร่างของนายอุกฤษ  มงคลนาวิน อย่างไรก็ตามการนิรโทษกรรมตามหลักการนี้คงทำได้ยาก"

                          ผู้สื่อข่าวถามถึงหลักเกณฑ์การปล่อยตัวชั่วคราว โดยเฉพาะคดีฆ่าแขวนคออำพรางศพเด็กชายวัยรุ่นอายุ  17 ปี ที่มีจำเลยเป็นตำรวจสภ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต 3 นาย และจำคุกตลอดชีวิต 1นาย แต่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวซึ่งไม่มีเหตุผลประกอบนั้น นายจุมพล  ชูวงษ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตอบว่า ตามกฎหมายหากศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวจะไม่มีการชี้แจงเหตุผล แต่ถ้าไม่อนุญาตจะชี้แจงเหตุผลตามหลักสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งอาจมีข้อสงสัยในหลายคดี สำหรับคดีดังกล่าวศาลเห็นว่าจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวมาตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม รวมทั้งมีผู้บังคับบัญชาให้การรับรองว่าจะไม่หลบหนี พร้อมทั้งศาลมีเงื่อนไขว่าห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ศาลจะอนุญาต  ทั้งนี้การอนุญาตปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว และหากโจทก์ไม่เห็นด้วยก็สามารถคัดค้านได้

                          นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า  ในปี 2556 ประธานศาลฎีกามีนโยบายสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือ ความตรงต่อเวลาของผู้พิพากษา อย่าให้ความล่าช้าของคดีเกิดจากความล่าช้าของบุคลากรของศาล 2. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่นการประกันตัวขอให้ใช้เหตุและผล รวมถึงการพิจารณาออกหมายจับ หมายค้นด้วย การไต่สวนมูลฟ้องขอให้ผู้พิพากษาพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะรับเป็นคดี เพราะอาจทำให้ผู้ถูกฟ้องเสียชื่อเสียงไปแล้ว

                          "ศาลยุคใหม่ต้องเป็นมิตรกับประชาชน   โดยศาลยุติธรรมมีโครงการสาวเสื้อผ้าให้คำแนะนำประชาชนที่มาติดต่อศาลเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง"

                          นายสิทธิศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ศาลกับสื่อมวลชนต้องทำงานร่วมกันโดยสื่อมวลชนเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ของศาลด้วยวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ตามการถ่ายรูปจำเลยในขณะควบคุมตัวมาศาลด้วยโซ่ตรวนนั้นเมื่อปรากฎเป็นข่าวหรือแพร่ภาพออกไป อาจถูกสื่อไปว่าประเทศไทยโหดร้าย ป่าเถื่อน และญาติไม่พอใจที่จะให้ภาพดังกล่าวออกเผยแพร่ไป ซึ่งหลายประเทศไม่ยอมเปิดเผยภาพเหล่านี้ตามหลักที่จำเลยยังบริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะได้รับการพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญาได้คุมครองสิทธิเสรีภาพบุคคลเหล่านี้ไว้ ทั้งนี้ปัจจุบันศาลไทยมีอิสระในการพิจารณาคดี สร้างความเชื่อมั่นของนานาประเทศและส่งผลถึงการลงทุนในไทยด้วย