ข่าว

'สุเทพ'แจงยิบ'ฮั้วสร้างโรงพัก'

'สุเทพ'แจงยิบ'ฮั้วสร้างโรงพัก'

07 ก.พ. 2556

'สุเทพ' ร่ายยาวแจงฮั้วสร้างโรงพัก งัดหลักฐานโชว์ ท้าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ทุจริตแม้แต่บาทเดียว ส่งทนายฟ้อง 'ธาริต' หมิ่นฯ ท้าเร่งเอาคดีขึ้นศาลพิสูจน์ความจริง

                          7 ก.พ. 56  ที่รัฐสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงกรณีที่ดีเอสไอกล่าวหาเรื่องการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทนจำนวน 396 แห่งทั่วประเทศ และโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ ว่า เรื่องนี้มีการทำเป็นขบวนการทั้งการเมืองและข้าราชการประจำผลัดกันพูด ทั้งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็ออกมาแถลงข่าวหลายครั้ง พูดจาชี้นำให้ประชานเข้าใจผิดว่า ตนทำการทุจริตโดยออกคำสั่งให้มีการประมูลจัดจ้างในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายเดียวกีดกันรายอื่นๆในลักษณะฮั้วประมูล รวมทั้งมีนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยหลายคนทั้งที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เป็นกรรมการบริหารพรรคพูดจาให้ร้ายป้ายสีตนอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องตลกมากกับการแจ้งข้อกล่าวหาของนายธาริต เพราะเริ่มแรกบอกว่ามีการฮั้วราคา แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นว่าประมูลราคาต่ำเกินไป ซึ่งอาจเป็นเพราะรู้ว่าตนได้เอกสารทั้งหมดมาแล้วจึงเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาใหม่ หากมีการเรียกตนไปชี้แจ้งก็ต้องพิจารณาดูก่อน ว่าเชิญไปในฐานะอะไร

                          นายสุเทพ กล่าว ตนขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินโครงการดังกล่าว โครงการนี้ไม่ใช่โครงการที่ตนไปยัดเยียดให้ สตช.ดำเนินการ แต่เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลังประชาชน โดย ครม.ในขณะนั้นได้มีมติ 6 พ.ย.50 อนุมัติในหลักการให้ สตช.และบริษัทธนารัตน์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ร่วมกันดำเนินการก่อสร้าง ซึ่ง สตช.ตั้งกรรมการขึ้นร่วมพิจารณาและเห็นว่าถ้าดำเนินการตามมติครม.ดังกล่าวดำเนินการก่อสร้างจะทำให้ค่าใช้จ่ายโครงการสูงถึงกว่า 17,679 ล้านบาทเป็นภาระด้านงบประมาณของ สตช.มาก ทาง สตช.จึงเสนอใหม่ใช้งบตามปกติก่อหนี้ผูกพัน 3 ปีในวงเงิน 6,672 ล้านบาท ต่างกันถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีการเสนอตั้งแต่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่พ้นตำแหน่งไป จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามารับหน้าที่นายกรัฐมนตรี มีการเสนอกลับเข้ามาใหม่ในวันที่ 9 ม.ค. 2552 ตนนำเข้าครม. 22 ม.ค. 2552 จากนั้นมีการพิจารณาใน ครม. 17 ก.พ.2552 เป็นวาระที่ 14 โดยมีการอนุมัติตามที่ สตช.เสนอ เมื่ออนุมัติเสร็จ สตช.ในขณะนั้นซึ่งมีพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร.ก็เตรียมการดำเนินโครงการนี้ต่อ ในวันที่ 29 พ.ค.2552 พล.ต.อ.พัชรวาททำเรื่องถึงตนเรื่องแนวทางการจัดจ้างโครงการนี้ลงวันที่ 29 ก.ค.52 ให้ตนให้ความเห็นชอบในการดำเนินการจัดจ้าง โดยขอจัดจ้างโดยส่วนกลางแบบรวมครั้งเดียวสัญญาเดียว แล้วแยกเป็นรายภาค 9 ภาคให้สรรพาวุธเป็นผู้ดำเนินการ

                          นายสุเทพ กล่าวว่า ต่อมาพล.ต.อ.พัชรวาททำหนังสือมาอีกหนึ่งฉบับลงวันที่ 21 ส.ค.52 ขออนุมัติหลักการในจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจ ด้วยวิธีการประกวดราคาโดยส่วนกลางแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ตนลงนามเห็นชอบตามที่ สตช.เสนอ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 52 ปรากฏว่าหลังจากที่ตนลงนามให้ความเห็นชอบในหนังสือสองฉบับก็เป็นหน้าที่ของ สตช.ไปประกวดราคาจัดจ้างตามที่ขออนุมัติไป แต่มีการเปลี่ยนแปลงใน สตช.สองเรื่องคือ 1.มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนงาน สตช.ยกเลิกกองพลาธิการและสรรพาวุธที่ได้รับมอบหมายให้ทำโครงการนี้ มีสำนักงานส่งเสริมกำลังบำรุงขึ้นมาทดแทน มีกองบังคับการโยธาธิการอยู่ในสังกัด เข้ามารับช่วงการทำงานต่อจากกองพลาธิการฯ

                          นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อพล.ต.อ.พัชรวาท ต้องพ้นหน้าที่ไป มีพล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ มารักษาราชการแทน ผบ.ตร. โดยได้ทำหนังสือถึงตนวันที่ 18 พ.ย.2552 ขออนุมัติหลักการในการดำเนินการประกวดราคาจัดจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็คทรอนิกส์ โดยมีเนื้อหาแจ้งว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการตำรวจทดแทน เป็นโครงการเดียวผูกพันงบประมาณ 3 ปี จึงมีความจำเป็นต้องมีการประกาศประกวดราคาจัดจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งสตช.เห็นว่าเป็นวิธีที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนทุกรายสามารถเสนอราคาและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และยืนยันด้วยว่า สามารถดำเนินการก่อสร้าไงด้ภายในระยะเวลาที่กำหนดสอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 52-54 ที่สำคัญคือ สตช.ยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการด้านสัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากเกิดความเสียหายเช่น ทิ้งงาน สตช.ก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาได้ ท้ายหนังสือฉบับดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ได้พิจารณาแล้วเพื่อให้การดำเนินการก่อสร้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็วถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุฯ และเพื่อให้เป็นไปตามว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และระเบียบที่เกี่ยวข้องต้องเสนอยกเลิกอนุมัติเดิมเมื่อวันที่ 29 พ.ค.52 เพื่อขออนุมัติใหม่ให้ประมูลทางอิเล็คทรอนิกส์แทน ซึ่งตนลงนามอนุมัติและกำชับว่าห้ามรื้อทุบทิ้งอาคารเดิมให้เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

                          นายสุเทพ กล่าวว่า หนังสือที่สตช.เสนอให้ตน 3 ครั้งมีความเห็นที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับ ผบ.ตร.ในขณะนั้นซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับกฎหมาย ตนมีหน้าที่ให้ความเห็นชอบในแง่นโยบายไม่มีหน้าที่ลงลึกไปว่าวิธีปฏิบัติจะต้องทำอย่างไร โดยยึดถือเอาความเห็นของ สตช.เป็นสำคัญ และอนุมัติตามข้อเสนอทั้งของพล.ต.อ.พัชรวาท และของพล.ต.อ.ประทีป ซึ่งการลงนามในสัญญาเสร็จสิ้นในยุค พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี ซึ่งได้ทำหนังสือถึงตนรายงานเพื่อขอความเห็นชอบราคาและอนุมัติจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวจากการประกวดราคาทางอิเล็คทรอนิกส์ มีผู้สนใจมาซื้อแบบ 10 ราย และยื่นซองประกวดราคา 5 ราย คณะกรรมการประกวดราคาตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ แล้วปรากฏว่าครบถ้วนตามเงื่อนไขทางราชการ และระบุด้วยว่าทั้ง 5 รายไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน ในการเสนอราคาด้วยวิธีการทางอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งบริษัทพีซีซีฯเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด 5,848 ล้านบาท คณะกรรมการประกวดราคาพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสมไม่เกินราคากลางของราชการและวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจึงมีมติรับราคาดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุฯ จึงเสนอมาที่ตนขอให้ให้ความเห็นชอบ

                          นายสุเทพ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่พูดผ่านสื่อมวลชนหลายวันติดต่อกันว่า สิ่งที่ตนได้เซ็นต์อนุมัติไปตามข้อเสนอของ สตช.เป็นเหตุให้มีการฮั้วการประมูล กีดกันผู้ประมูลรายอื่นเพื่อประโยชน์ของผู้ประมูลรายนี้รายเดียวนั้น ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักบริษัทพีซีซีฯ ไม่เคยทราบว่าเป็นบริษัทของใคร ไม่เคยติดต่อไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตนดำเนินการตามข้อเสนอที่สตช.เสนอและยืนยันว่าจะมีการดำเนินการอย่างเป็นธรรมเป็นผลดีต่อราชการไม่มีเจตนาให้เกิดการฮั้วตามที่ดีเอสไอและนักการเมืองพรรคเพื่อไทยกล่าวหาตน จึงได้ค้นหาหลักฐานพบว่าเอกสารที่มีการประมูลในโครงการนี้ตามระบบอิอ๊อกชั่นว่ามีการรายงานทุกนาทีของการกดราคาโดยเริ่มต้นการประมูลเวลา 11 นาฬิกาของวันที่ 29 ก.ค.53 และเสนอราคาลดลงเรื่อยๆ จนมาถึงผู้เสนอราคาช่วงสุดท้ายเวลา 11 นาฬิกา 29 นาที 8 วินาที หลักฐานนี้ยืนยันและจะไปสู้คดีกับนายธาริตในศาลว่ามีการแข่งขันกันทุกนาที ผู้รับเหมารายใหญ่ 5 ราย ไม่มีการฮั้วราคาอย่างที่นายธาริตกล่าวหา เพราะฉะนั้นการก่อสร้างจึงไม่มีการกีดกันผู้รับเหมาเพื่อประโยชน์ของรายหนึ่งรายใดโดยเฉพาะ แต่มีการแข่งขันกันอย่างถูกต้อง จากนั้นมีการทำสัญญาลงวันที่ 25 มี.ค.54 ตัวแทน สตช.คือ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง เป็นผู้ลงนาม กับบริษัทพีซีซีฯมีหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารออมสิน 200 กว่าล้าน จึงเป็นเรื่องของสตช.กับผู้รับเหมาซึ่งกำหนดเวลาเสร็จวันที่ 17 มิ.ย.55 หากไม่เสร็จจะมีค่าปรับวันละ 5.8 ล้านบาท เป็นสัญญาที่ทำก่อนการยุบสภาไม่กี่เดือน หลังจากนั้นการกำกับให้เป็นไปตามสัญญาเป็นหน้าที่การบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องดำเนินการ เพราะพวกตนไม่ได้เป็นรัฐบาล เมื่อการก่อสร้างไม่เสร็จกลับมากล่าวหาว่าเป็นความผิดของพวกตนที่จัดให้มีการประมูลจึงไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง ทั้งนี้การปฏิบัติงานของ สตช.ถ้าผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญาก็ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญา

                          นายสุเทพ กล่าวว่า ตนต้องขออภัยประชาชนถ้าสิ่งที่ได้ใช้ดุลพินิจด้วยสุจริตใจแล้วทำให้เป็นปัญหาเดือดร้อน ยืนยันว่า มีความปรารถนาดีต่อตำรวจต้องการที่ทำการใหม่ และที่อยู่อาศัยใหม่ให้เสร็จโดยเร็ว ตนก็เสียใจและขออภัย แต่ไม่ยอมรับการใส่ร้ายป้ายสีว่ากระทำทุจริต ทั้งนี้ตนไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้รับเหมาไม่ได้สมคบคิดกับ ผบ.ตร.คนไหนทุจริตในเรื่องนี้ จึงพยายามหาเอกสารหลักฐานมาชี้แจงให้ครบถ้วน และต้องการให้คดีนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพราะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีง่าย

                          “ผมได้ยื่นฟ้องนายธาริต เมื่อเช้านี้ต่อศาลอาญาดำเนินคดีในฐานะที่หมิ่นประมาทใส่ร้ายผมด้วยการโฆษณาหลายครั้งหลายหน และรอดูพฤติกรรมต่อไปว่าจะทำในเรื่องนี้ต่ออย่างไร ผมถูกกล่าวหาจนยับเยินอยู่แล้วก็ต้องยอมรับว่าเจอรัฐบาลแบบนี้ผมต้องเจ็บแน่นอน การพิสูจน์ในชั้นศาลไม่ว่าจะจะช้าเร็วก็จะพิสูจน์ความจริงให้ได้ ขอฝากบอกให้ ร.ต.อ.เฉลิมพูดมากๆ เอ่ยชื่อคนที่คิดว่าเกี่ยวข้องเลย ผมเป็นนักสู้อยู่แล้วยืนยันไม่ทุจริตเอาชีวิตเดิมพันให้ประชาชน ไม่ใช่คนฉ้อโกงไม่ทุจริตไม่มีส่วนได้เสียแม้แต่บาทเดียว และให้รัฐรีบดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงด้วย” นายสุเทพ กล่าว

                          นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้านายธาริตทำหน้าที่โดยบริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องแถลงข่าวรายวันคู่กับนายพร้อมพงศ์นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และให้ข่าวป้ายสีพรรคประชาธิปัตย์และตนทุกวัน ซึ่งได้บันทึกเทปถอดคำสัมภาษณ์ไว้แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างตนกับนายธาริต แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมา ไม่มีหน้าที่ทำตัวเป็นสมุนรับใช้ทำร้ายคู่แข่งทางการเมืองของรัฐบาล นอกจากนี้ยังขอให้นายธาริต ดำเนินคดีเรื่องนี้โดยเร็วและตั้งข้อหาได้เลย เพราะตนก็จะดำเนินคดีกับนายธาริตเพิ่มอีกหนึ่งคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

                          เมื่อถามว่า มีเอกชนได้ยื่นเอกสารร้องเรียนต่อดีเอสไอเพื่อทบทวนเรื่องการประมูลที่ส่วนกลาง นายสุเทพ กล่าว ไม่ทราบ เพราะเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เมื่อดีเอสไอออกมาแถลงเท่านั้น ทั้งนี้หากมีการร้องเรียนมาก่อนการประกวดราคาจริงตนย่อมสั่งการให้ สตช.ทบทวนเรื่องดังกล่าวแต่ไม่เคยเห็นหนังสือเลย และไม่อยากกล่าวหาว่ามีการปั้นหลักฐานใหม่ ส่วนการที่จะดึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยนั้นตนเห็นว่า เป็นการแสดงเเจตนาชัดเจนว่าทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีส่วนเกี่บวข้องเลย เชื่อว่า พล.ต.อ.พัชรวาท และพล.ต.อ. ประทีป ก็ไม่เกี่ยวข้อง เพราะการประมูลเสร็จสิ้นในสมัย พล.ต.อ.วิเชียร พจโพธิศรี เป็นผบ.ตร.แต่ผมไม่ได้กล่าวหาว่าใครผิด เพียงแต่สงสัยว่าเหตุใดดีเอสไอจึงไม่มีการพิจารณาผู้ที่ต้องบริหารสัญญาว่าทำไมไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับเอกชน โดยเห็นว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์อดีต ผบ.ตร.ในช่วงการบริหารสัญญาต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย

 

"พร้อมพงศ์"อัด"สุเทพ"เบี่ยงประเด็น


                          นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตามที่นายสุเทพแถลงนั้นพยายามเบี่ยงเบนประเด็น สร้างความสับสน โยนบาปให้กับรัฐบาลนายสมชาย เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น รัฐบาลนายสมชายดำเนินการทุกอย่างตามระเบียบขั้นตอน ที่จะให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงโรงพักเก่าที่ชำรุด ใช้งานมา 20-30 ปี โดยให้มีการกระจายอำนาจไปดำเนินการ แต่เมื่อนายสุเทพมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสตช. ได้ลงนามเปลี่ยนแปลงสัญญาจากการกระจายเป็นรายภาคให้มารวมศูนย์จนเป็นที่มาของเอกชนรายเดียวได้รับงานไปจนเกิดความเสียหายขึ้น อยากถามถึงการเปลี่ยนใจดังกล่าวของนายสุเทพว่าเป็นเพราะอะไร มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ ตนขอท้านายสุเทพให้ไปสาบานที่วัดพระแก้วกับตน เมื่อใดก็ได้ เพื่อไปบอกว่ากรณีที่นายสุเทพบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในโครงการดังกล่าว รวมทั้งไม่รู้จักกับผู้บริหารของบริษัทพีซีซีนั้นเป็นความจริงหรือเป็นเรื่องโกหก อยากให้นายสุเทพแสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนที่ความรับผิดชอบทางกฎหมายจะมาถึง

                          นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่จะฟ้องกลับนายธาริตนั้น น่าจะเป็นแค่การฟ้องแก้เกี้ยว กดดันพนักงานสอบสวนมากกว่า
 

"ธาริต"ไม่กังวล"สุเทพไฟ้องหมิ่น

                          นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ตนไม่รู้สึกเป็นกังวลกรณีที่นายสุเทพยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทในคดีที่มีการสอบสวนการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) แต่มีส่วนดีใจที่นายสุเทพฟ้องเฉพาะตนเพียงคนเดียว ไม่ฟ้องพนักงานสอบสวนที่ร่วมทำคดี หลังจากนี้จะทำงานต่อไปตามพยานหลักฐานโดยไม่มีสิ่งใดต้องกังวล