
'ว่าด้วยเรื่องของหมู'
'ว่าด้วยเรื่องของหมู'...: บทความพิเศษ โดยอรรณพ พบธรรม [email protected]
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาราคาหมูแพงกลายเป็นประเด็นร้อนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เรื่องราคาหมูขึ้นๆ ลงๆ นั้นเกิดขึ้นเสมอตามวัฏจักรราคาสินค้าเกษตร และก็คงปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าสื่อมวลชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ปลุกกระแสดังกล่าว โดยใช้มุมมองของตัวเองซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง ดังจะเห็นจากพาดหัวข่าวในสื่อหลายฉบับ เช่น “คนไทยจ๊าก!! ราคาหมูพุ่งไม่หยุด” ... “หมูพุ่ง 140 รับตรุษจีน”...เหมือนให้รับรู้กันเป็นนัยว่า หมูไม่ควรจะแพง หมูห้ามแพง หรือแพงไม่ได้ เป็นที่น่าสะเทือนใจของเกษตรกรคนเลี้ยงหมูยิ่งนัก
เพราะสังคมและผู้บริโภคไม่เคยรับรู้เลยว่า เกษตรกรต้องเผชิญอะไรในระหว่างทางและกว่าจะผลิตหมูออกมาสู่ตลาดได้นั้นมีปัจจัยหลากหลายแค่ไหนที่เข้ามาส่งผลกระทบในภาวะนี้ จึงไม่ควรทำข่าวในเชิงรายงานสถานการณ์ราคา แต่ควรจะวิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของปัญหาว่า ปัจจัยใดที่ทำให้ราคาหมูขยับ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้คนในสังคม
อย่าลืมว่า หมูเป็นสิ่งมีชีวิต จำเป็นต้องกินอาหารทุกวัน แต่สิ่งที่ต้องนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นรำข้าว ข้าวโพด หรือกากถั่ว ต่างมีราคาสูงขึ้นลิบลิ่วเป็นประวัติการณ์ ราคาวัตถุดิบเหล่านี้เป็น 70% ของต้นทุนหลักที่คนเลี้ยงหมูจำยอมต้องแบกภาระอันหนักอึ้งเช่นนี้ตลอดมา เมื่อต้นทุนสูงแล้ว หากเป็นสินค้าชนิดอื่น ก็คงสามารถขยับราคาขายเพื่อให้คุ้มทุนหรือมีกำไร แต่ราคาหมูกลับถูกภาครัฐจับตาควบคุม ไม่ให้ขยับไปมากกว่าต้นทุนมาเป็นเวลากว่า 9 เดือน หรือจะเรียกว่าทั้งปี 2555 ก็ว่าได้ จะเห็นได้จากต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตหมูปี 2555 อยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 53 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเหตุให้เกษตรกรหลายรายต้องลดปริมาณหมูเข้าเลี้ยง ผนวกกับภาวะโรคระบาดในช่วงปลายปี ยิ่งทำให้เกษตรกรมีภาระต้นทุนทับถมเข้าไปอีก กลายเป็นขาดทุนสะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่แปลกใจที่ได้ยินข่าวฟาร์มหมูปิดกิจการออกมาเป็นระยะๆ เพราะเมื่อภาวการณ์ขาดทุนสะสมยาวนาน จำต้องกู้หนี้ยืมสินและหาหนทางที่จะได้มาซึ่งเงินหมุนเวียนใช้ในกิจการฟาร์ม เพื่อพยุงและรักษาอาชีพของตน หากแต่สถาบันการเงินจัดผู้เลี้ยงสุกรอยู่ในอาชีพกลุ่มเสี่ยง เป็นการตอกย้ำว่ายังมองไม่เห็นหนทางลืมตาอ้าปากของผู้เลี้ยงหมูเลย ผลลัพธ์คือธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อแก่ผู้เลี้ยงสุกรอีกต่อไป นี่จึงเป็นที่มาของฟาร์มในพื้นที่นครปฐม ราชบุรี ถึงขั้นปิดตัว ยุติบทบาทคนเลี้ยงหมูไปไม่ต่ำกว่า 30% รวมไปถึงฟาร์มหมูรายใหญ่ที่ดำเนินกิจการมากว่า 50 ปี ยังต้องล้ม และเป็นหนี้อีก 60 ล้านบาท
ทุกวันนี้ปริมาณผลผลิตหมูจึงหายไปจากตลาดมากพอสมควร สวนทางความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากใกล้เทศกาลตรุษจีน ระดับราคาเนื้อหมูจึงค่อยๆ สูงขึ้นเป็นลำดับ แต่ก็ยังไม่พ้นต้นทุน กระทั่งเมื่อประมาณวันพระที่สามของเดือนมกราคม เพิ่งจะปรับราคามาอยู่ที่ กก.ละ 65 บาท จากต้นทุน กก.ละ 62 บาท นับเป็นราคาหมูหน้าฟาร์มที่เพิ่งเกินกว่าต้นทุนมาเป็นครั้งแรก...แต่ผู้เลี้ยงได้ชื่นใจเพียงสัปดาห์เดียว ก็เริ่มมีกระแสข่าวหมูแพงเข้ามา
กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลระดับราคาสินค้า ก็ออกมาตรวจติดตาม เช็กต้นทุน เมื่อทราบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ประกาศราคาแนะนำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้พ่อค้าซื้อสุกรเป็นในราคาต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้บาท และแนะนำไม่ให้ผู้บริโภคต้องซื้อเกินกว่าเท่านี้บาท เป็นความพยายามดูแลไม่ให้พ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้ากันได้ง่ายๆ แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเสือกระดาษ... แต่อย่างน้อยกระทรวงก็แสดงให้เห็นความพยายามที่จะดูแลทุกฝ่ายตลอดห่วงโซ่การผลิต ถึงแม้ที่ผ่านมาการประกาศราคาแนะนำของกระทรวงจะทำร้ายเกษตรกรไปไม่น้อยก็ตาม
เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่น่าเห็นใจ ยังได้ฝากข้อความไปถึงกระทรวงว่า หากจะดูแลกลไกราคาหมู ขอให้ดูอย่างครอบคลุม รักษาระดับอย่าให้เกษตรกรขาดทุน ขณะเดียวกันเขียงหมูต้องอยู่ได้ และสุดท้ายผู้บริโภคควรจะได้ซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรม
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังที่กล่าวมา เรื่องของหมูจึงไม่หมู...



