
ในเมืองที่ผู้ว่าฯฉลาดคนเดียวไม่พอ
ในเมืองที่ผู้ว่าฯฉลาดคนเดียวไม่พอ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ในช่วงที่บรรยากาศของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กำลังตื่นเต้นเร้าใจ ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่น่ารับฟังยิ่ง นั่นก็คือการเสนอให้สนใจนโยบายของแต่ละคนมากกว่าภาพลักษณ์จากสื่อ
แต่เรื่องนี้ก็ได้พูดไปแล้วว่า แค่ดูนโยบายไม่พอต้องเข้าใจเรื่องของผังเมืองด้วย ว่าแต่ละเรื่องมันจะกระทบพื้นที่อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อผู้คนเขาใช้พื้นที่ต่างกันและด้วยกัน
ทีนี้มาพิจารณาในอีกเรื่องนั่นก็คือ ผู้สมัครผู้ว่าฯ แต่ละคนอาจไม่ใช่ยอดมนุษย์ ดังนั้น เขาจะคิดอะไรได้หมดทุกเรื่องเลยหรือ
คำตอบคือ ก็ใช่นะสิ ดังนั้นเขาถึงคิดเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับเมือง นั่นก็คือ นวัตกรรมเมือง ที่เรียกว่า urban innovation
พูดง่ายๆ ว่า เดิมนั้น เมื่อพูดเรื่องเมืองเราจะนึกถึงการออกแบบเมือง ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักออกแบบเมือง หรือสถาปนิก หรือนักผังเมือง ที่จะพัฒนาเมืองด้วยพิมพ์เขียวที่เขาคิดขึ้น แล้วพลเมืองรอรับผลจากความชาญฉลาดของมืออาชีพเหล่านี้
หรือแม้กระทั่งความเชื่อในเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่เมื่อซื้อหามาติดในเมือง ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
แต่สำหรับวันนี้ เรื่องเหล่านี้เปลี่ยนไป เพราะเมืองจะอยู่ได้ก็ต้องมีการร่วมมือร่วมใจกันในการสร้างสรรค์เมือง
โดยไม่ต้องเริ่มที่ของแพงๆ ที่เปลืองงบประมาณ
แต่หมายถึงการลดต้นทุน การพลิกมุมมองที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ให้กับเมืองผ่านความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่รอให้คนกลุ่มเดียวทำมาให้
ตัวอย่างในเรื่องเหล่านี้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างชุมชนศิลปะในเมือง ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เอาของมาขาย แต่หมายถึงการสร้างวัฒนธรรมในเมืองร่วมกันเกิดชีวิตและรสนิยมใหม่ๆ และทำให้คนอยากออกมาเดิน มาพบปะกัน มามีกิจกรรมร่วมกัน
หรืออย่างกรณีของการแก้ปัญหาขยะในเมือง จากความคิดว่ารัฐบาลควรทำหรือให้เอกชนมาทำ มาสู่ความคิดในการแยกขยะและรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ
หรืออย่างกรณีการบริหารจัดการบ้านพักอาศัยราคาถูก ด้วยความร่วมมือร่วมแรงของผู้คนในพื้นที่ และช่วยลดปัญหาความยากจนในเมือง
ประเด็นก็คือ เรื่องเมืองที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องของอาการเห่อของใหม่ ที่แค่คนมีปัญญาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วก็กลับมาโม้หรือแค่เปิดอินเทอร์เน็ตแล้วก็อยากลอกแบบอย่างเขา
แต่หมายถึงการพยายามเข้าใจประเด็นของเมืองของเราและคิดค้นสิ่งใหม่ที่ตอบปัญหาในเมืองของเรา ซึ่งการตอบปัญหาเรื่องแบบนี้จำเป็นจะต้องมาจากกระบวนการที่มีคนมากมายมาเข้าร่วมและช่วยกันคิด ไม่ใช่เชื่อว่าผู้นำคนเดียวจะทำได้ทุกอย่าง
เพราะในอดีตนั้น มีหลายครั้งที่ความมุ่งหวังที่ดีของโครงการขนาดใหญ่โดยรัฐเองก็ล้มเหลว เพราะไม่เข้าใจว่าความรู้นั้นไม่ได้มาจากการคิดค้นลอยๆ แต่หมายถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่ยึดเกี่ยวกับผู้คนบนความหลากหลายของชีวิต
นี่ก็คืออีกหนึ่งทางเลือกที่จะเข้าใจว่า พื้นที่ในเมืองนั้นไม่ได้มีแต่สิ่งปลูกสร้าง หรือผังการใช้ที่ดิน
แต่หมายถึงพื้นที่ทางความฝันและความคิดร่วมกัน และนำเอาฝันนั้นมาทำให้ได้จริง และมากกว่า เชื่อว่าประชาชนเป็นเพียงผู้ตามเท่านั้น
และเมืองที่ดีนั้นมีมากกว่าความสวยและความเท่ครับผม



