
ส่งออกทุเรียนป่วนอินโดฯห้ามนำเข้า
กระทรวงเกษตรฯหวั่นปริมาณส่งออกทุเรียนปี56 ได้รับผลกระทบ หลังอินโดฯไม่ให้นำเข้าสินค้าเกษตรหลายชนิด 'พม่า-อินโดนีเซีย' ยังเนื้อหอมกลุ่มสิ่งทอ
5ก.พ.2556 นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประเทศอินโดนีเซียได้วางเงื่อนไขไม่ให้นำเข้าสินค้าเกษตรหลายชนิด ซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนของไทยที่มีการส่งออกไปยังอินโดนีเซียคิดเป็น มูลค่าถึง 600 ล้านบาท/ปี ดังนั้น มาตรการในเบื้องต้นที่กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดดำเนินการนั้น ขณะนี้ได้มอบหมายให้นายชลิต ดำรงศักดิ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางไปยังประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมวางแผนการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดประมาณ เดือนพฤษภาคมนี้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่มีในประเทศและส่งเสริมการส่งออกไปยัง ตลาดต่างประเทศ ซึ่งหากไทยไม่สามารถส่งออกไปยังอินโดนีเซียได้เหมือนเช่นที่ผ่านมาก็ต้องหา ตลาดใหม่ เช่น เวียดนาม หรือจีน เป็นต้น
สำหรับ ปริมาณผลผลิตทุเรียนปี 2556 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 529,500 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 1.12 โดยพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุด ได้แก่ ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งมีผลผลิตรวมกว่า 500,000 ตัน
"พม่า-อินโดนีเซีย"ยังเนื้อหอมกลุ่มสิ่งทอไทย
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยในงานเสวนา เรื่อง “ เกาะติดเออีซีในมุมมองภาคเอกชน”วานนี้ (6 ก.พ.)ว่า กลุ่มประเทศในอาเซียนยังเป็นเป้าหมายการลงทุนของหลายประเทศ จากจำนวนประชากรที่มีถึง 600 ล้านคน เศรษฐกิจที่เติบโตดีเฉลี่ยปีละ 6-7% และค่าแรงงานที่มีราคาต่ำ โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำมาก โดยอินโดนีเซียมีค่าแรงต่ำกว่าไทย 1เท่าตัว กัมพูชา 4.5 เท่า เวียดนาม 3 เท่าตัว
“นับวันเออีซี โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว พม่า เวียดนาม จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น สัดส่วนการส่งออกไปประเทศเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นแซงหน้าการส่งออกไปสหรัฐภายใน 1-2 ปี จากปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 70% ของการส่งออกไปสหรัฐ ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองโอกาสในการเข้าไป เพราะหากคู่แข่งขันเข้าไปอาศัยทรัพยากร และค่าแรงที่ถูก บวกกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ จะทำให้เราเสียโอกาส เพราะสู้ต้นทุนไม่ได้”
ทั้งนี้สำหรับการลงทุนของนักลงทุนไทยนั้น ส่วนใหญ่มุ่งไปที่พม่า และกัมพูชา ซึ่งลูกค้าของธนาคารกรุงเทพที่สนใจไปลงทุน เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง ในกลุ่มสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และเทเลคอม เป็นต้น โดยธนาคารจะให้คำปรึกษา ทั้งกฎระเบียบการลงทุน และให้เข้าใจปัญหาในแต่ละประเทศ
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) กล่าวว่า บริษัทไม่มียุทธศาสตร์การลงทุนสำหรับเออีซีโดยเฉพาะ เพราะความจริงในการรวมกลุ่มเออีซี เป็นการรวมกับแบบหลวมๆเท่านั้น ยุทธศาสตร์และแผนงานในแต่ละประเทศจึงแตกต่างกัน สินค้าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน
โดยในประเทศพม่า ส่วนใหญ่ยังทำเกษตรกรรม และเริ่มทำกิจการโรงแรม การบริโภคสินค้ายังไม่ค่อยสูง ส่วนเวียดนาม เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน การจับจ่ายใช้สอยจึงมีไม่มาก ขณะที่มาเลเซีย มีเงินเยอะ จึงมีการบริโภคสินค้านอกสูง เป็นต้น
“นอกจากสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกันแล้ว กฎระเบียบของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน บริษัทต้องใช้เวลาในการศึกษาอยู่นาน ผู้ประกอบการที่จะเข้าไปต้องศึกษาให้ดี ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็ให้คำแนะนำกับบริษัทอื่นด้วย เพราะไม่อยากให้เกิดความเสี่ยง หรือเสียเวลาเป็นปีกับเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตามแนะนำว่าก่อนจะไปลงทุน ควรจะเริ่มจากการทำการค้าก่อน และควรจะรวมกลุ่มเข้าไป เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา”



