
สมองกลวง
สมองกลวง : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีคำกล่าวว่า สมองของเด็กนั้นเหมือนลิ้นชัก ซึ่งมีที่ว่างอยู่มาก เอาอะไรใส่ลงไปได้เยอะ แถมยังค้นหาข้าวของที่อยู่ในลิ้นชักได้ง่าย ผิดกับสมองของผู้ใหญ่ ที่เหมือนลิ้นชักรกๆ มีข้าวของต่างๆ ระเกะระกะไปหมด ไม่มีพื้นที่ให้ใส่อะไรลงไป หนำซ้ำยังรื้อค้นหาอะไรก็ยาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ อยากจะใส่อะไรลงไปในสมองของเด็กก็รีบใส่ลงไปในตอนที่พวกแกยังเล็กๆ ไม่ใช่จะให้เรียนภาษาต่างประเทศก็กลัวว่าเด็กจะรับไม่ไหว ให้เรียนมากก็กลัวว่าเด็กจะเครียด ให้การบ้านเยอะก็เกรงว่าเด็กจะมึนตึ้บ สุดท้ายแล้วเด็กไทยก็เลยมีสมองกลวงๆ ไม่มีอะไรอยู่ข้างใน นอกจากเรื่องเล่นเกม กับเฟซบุ๊ก และเรื่องไม่เป็นเรื่องต่างๆ
วิธีการเรียนของไทยนั้น เป็นการเรียนแบบหัวมังกุท้ายมังกร โดยเลียนแบบมาจากสหรัฐอย่างครึ่งๆ กลางๆ เริ่มตั้งแต่การสอบแบบปรนัยให้เด็กกาผิดกาถูก แทนการสอบแบบอัตนัยที่ต้องเขียนคำตอบ ขณะที่ยังสอนให้เด็กท่องจำไม่ใช่สอนให้เด็กค้นคว้าและศึกษาด้วยตนเองนอกห้องเรียนอย่างเด็กฝรั่ง เราเอาแนวคิดเรื่องเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียน แต่ไม่ได้เข้าใจว่า เขาไม่ได้หมายความว่าครูจะต้องไปโอ๋เด็ก แต่ให้ครูเข้าใจเด็กของตนและปรับวิธีการสอนให้สอดคล้องกับเด็ก หรือที่ห้ามไม่ให้ลงโทษด้วยการตีเด็ก ก็เพราะครูของเขาศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการปฏิสัมพันธ์กับเด็กประเภทต่างๆ มาอย่างเชี่ยวชาญ
เด็กในวันก่อนที่โตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ผ่านการเรียนอย่างหนัก การทำการบ้านเยอะๆ รวมทั้งการถูกลงโทษด้วยไม้เรียวมาแล้วทั้งนั้น แต่ก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร และมีวิชาความรู้ มีน้ำอดน้ำทน ในการทำงานต่างๆ ซึ่งต่างจากเด็กที่เรียนในแบบปัจจุบัน ซึ่งเปราะบาง ไร้ราก และเลื่อนลอย
ว่ากันว่า ฝรั่งนั้นเรียนเพื่อค้นพบ ญี่ปุ่นเรียนเพื่อต่อยอดไปจากเดิม เกาหลีเรียนเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไทยเรียนเพื่อไปสอบ ซึ่งฟังดูก็ค่อนข้างจะเห็นภาพตามนั้น เพราะฝรั่งไม่ว่าจะชาติไหนเขาเรียนเพื่อให้รู้ ดังนั้นจึงมีการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม นอกเหนือจากตำราเรียน เมื่อความรู้แตกฉานก็ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา สำหรับญี่ปุ่นนั้น การเติบโตอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นจากการนำความคิดและประดิษฐกรรมของฝรั่ง เช่นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ ฯลฯ มาต่อยอดให้เกิดเป็นสินค้าตัวใหม่ที่มีคุณภาพสูงขึ้น
ส่วนเกาหลีใต้ก็นำวิธีการของญี่ปุ่นมาใช้ โดยพัฒนาความรู้ความคิดต่างๆ ให้ดีขึ้นไปกว่าที่ญี่ปุ่นทำไว้ เราจึงเห็นสินค้าญี่ปุ่น โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มือถือ และคอมพิวเตอร์เกาหลี ครองตลาดโลกอยู่ในเวลานี้
แต่เด็กไทยของเรานั้น ไม่ได้คิดเรื่องอื่นหรอกครับ นอกจากเอาแค่สอบผ่านไปเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่โรงเรียนกวดวิชาผุดกันเป็นดอกเห็ด จนเกิดความสงสัยว่า เราจะมีโรงเรียนธรรมดาไว้เพื่ออะไร ในเมื่อไม่สามารถสอนเด็กได้ดีเท่าโรงเรียนกวดวิชา และเด็กก็ไม่น่าจะต้องเรียนหนังสือกันเต็มเวลา เอาแค่มาเรียนกวดวิชากันวันละไม่กี่ชั่วโมงก็สอบได้แล้ว
ถึงเวลาหรือยังครับ ที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะหันมาสนใจการศึกษาของเราอย่างจริงจังเสียที โดยเน้นหนักในการสร้างเด็กไทยให้มีความรู้และคุณภาพ ไม่ใช่การเรียนแบบฉาบฉวยเพียงเพื่อให้ผ่านๆ ไปปีหนึ่ง และทำอย่างไรเด็กไทยจะเรียนเพื่อค้นพบอย่างฝรั่ง หรือเอาแค่เรียนเพื่อต่อยอดและพัฒนาอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี
และทำอย่างไร เราจึงจะเอาความรู้ ความคิด และความสร้างสรรค์ ใส่ลงไปในสมองเด็กไทยให้แน่น แทนที่จะปล่อยให้สมองกลวงโบ๋เช่นทุกวันนี้...นี่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันคิดครับ



