
เมื่อเกย์กตัญญูไล่ล่าปอบในคณะ
เมื่อเกย์กตัญญูไล่ล่าปอบในคณะ : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะทำให้เราสามารถใช้เครือข่ายทางสังคมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่นิยมใช้พื้นที่ดังกล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ตนเองอยากจะสื่อให้ทราบถึงปัญหาและแนวปฏิบัติต่างๆ รวมถึงมีนิสิตจำนวนไม่น้อยที่ได้แสดงความคิดเห็นของตนเองผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่นิยมแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือให้คำแนะนำกันผ่านโลกออนไลน์ แต่ก็นึกไม่ถึงว่า จะมีอาจารย์บางมหาวิทยาลัยตั้งหน่วยงานลับขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นทีมตรวจสอบการแสดงความคิดเห็นของนิสิตในสังคมออนไลน์ โดยทีมดังกล่าวจะทำหน้าที่รายงานผลให้ทางสาขารับทราบว่า “ใครคือปอบ” โดยเฉพาะกลุ่มอาจารย์ที่มีแนวคิดแบบเกย์กตัญญูอาจารย์กลุ่มนี้จะคอยตรวจสอบว่า ใครคือบุคคลที่มีแนวคิดนอกรีต ซึ่งจะต้องขจัดออกไปหรือมีการทำพิธีกรรมต่างๆ เพื่อให้บุคคลผู้นั้นกลับมายึดแนวคิดของตนเอง ที่คอยควบคุมมาเป็นหลายทศวรรษ ประเด็นคือ ใครคิดไม่เหมือนตนเองนั้นคือปอบ
คำว่า “ปอบ” นั้น เท่าที่ได้รับทราบข้อมูลจากนิสิต หมายถึง การตั้งคำถามใหม่ๆ ในเชิงวิชาการและการหาแนวทางเพื่อที่จะนำเอาวิชาการไปใช้ในการประกอบอาชีพ อย่างเช่น ทำไมวิชาด้านเศรษฐศาสตร์กลายเป็นวิชาท่องจำมากกว่าวิชาที่ให้เหตุผลในการตัดสินใจด้านการประกอบอาชีพของตนเอง เพราะนอกจากจะเรียนยากแล้ว ยังหางานยิ่งยากกว่า? การเรียนการวิจัยการใช้โปรแกรมทำไมไม่สามารถพัฒนาโครงการธุรกิจได้หากนิสิตเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์? หรือแม้แต่หากนิสิตต้องการบูรณาการความรู้ของตนเองไปสู่วิชาแนวปฏิบัติ ซึ่งต้องอาศัยผู้จัดการโรงงานหรือเจ้าของสถานประกอบการมาช่วยดูงานของนิสิตก็จะต้องถูกคัดค้าน แม้ว่าเกย์กตัญญูจะขาดความรู้หรือทักษะในเรื่องนั้นๆ โดยให้เหตุผลเพียงว่า ต้องเหมือนกับคนอื่นๆ ถ้าเราดูจากข้อมูลของคนที่เป็นปอบจะเห็นว่า พวกเขาเพียงแค่มีข้อสงสัยในเรื่องความสามารถด้านทักษะความรู้ของรายวิชาที่ผู้สอนมีให้แก่นิสิตหรือนิสิตมีความต้องการพัฒนาตนเองในทักษะที่สถานประกอบการใช้ซึ่งดูเหมือนกับว่าอาจารย์ขาดการเรียนรู้เรื่องนั้น ฉะนั้นวิชาด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน จึงกลายเป็นของแสลงของเกย์กตัญญูไป
ความเป็นจริงนั้น โอกาสที่ผู้เรียนจะเป็นปอบก็ค่อนข้างยากเพราะว่าผู้เรียนไม่สามารถที่จะทราบถึงข้อมูลของผู้สอนว่ามีแค่ไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า ที่ผ่านมานั้นผู้เรียนได้รับหรือประจักษ์มาจากผลงานของผู้สอน ซึ่งหากมีผลงานด้านนั้นก็จะกลายเป็นที่มาของการยอมรับ เพราะผู้เรียนทุกๆ คนนั้นต้องการที่จะได้รับโอกาสที่ดีในชีวิตของตนเอง แม้ว่าจะเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีอันดับก็ตาม ฉะนั้นความศรัทธาของนิสิตจึงมาจากการให้คำแนะนำหรือข้อคิดเห็นอันนำไปสู่การประกอบอาชีพ ต้องขอยืมคำพูดของท่านส.ส.นิพนธ์ บุญญามณี ว่า “การเรียนเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่การไปทำงานในธนาคาร แต่ควรที่จะมาเป็นผู้ประกอบการ” ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้เป็นปอบจะถูกไล่ล่าเมื่อคิดแบบนี้
ตั้งแต่การติดประกาศตามคณะว่า ให้ส่งงานมอบตัวหรือการให้หน่วยจารชนภายในติดตามความเคลื่อนไหวและแง่มุมมองต่างๆทางความคิดว่า มีปอบอีกกี่ตัวและการลดความเชื่อถือของผู้อื่นที่ไม่มีโอกาสได้รับการอธิบายแนวคิด ซึ่งต้องขจัดปอบออกไปจากคณะนั้น น่าจะเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างโหดร้ายเยือกเย็นอย่างมากเพราะแนวคิดหรือข้อสมมุติฐานใหม่นั้น ในโลกวิชาการคือการหาคำตอบในปัญหา แต่ไม่ใช่การถกเถียงปัญหาอีกต่อไป ท่าทีและจุดยืนแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายต่อกูดวิลล์ขององค์กรด้านทุนลูกค้าอย่างมาก เพราะในปัจจุบันนั้น นิสิตสามารถเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้สะดวก โดยเฉพาะหากใช้วิธีการล่าปอบต่อไปอาจเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มมุสลิม ล่าปอบ กินตับ กินตับ กินตับ



