
ฮือฮา!เจอ'กะโหลก'พระเจ้าริชาร์ดที่3
ฮือฮา! นักโบราณคดีตีข่าวขุดพบ 'หัวกะโหลก' พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 กษัตริย์องค์สุดท้ายของอังกฤษที่เสด็จสวรรคตในสนามรบ
4 ก.พ.56 คณะนักโบราณคดีของอังกฤษ ซึ่งกำลังตามหาพระศพที่สูญหายไปของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 กษัตริย์องค์สุดท้ายของอังกฤษที่เสด็จสวรรคตในสนามรบ ได้เผยแพร่ภาพแรกของกะโหลกศีรษะที่มีร่องรอยของการต่อสู้ ที่พบในลานจอดรถใจกลางเมืองเลสเตอร์ ที่พวกเขาเชื่อว่าอาจจะมีการประกาศที่ยิ่งใหญ่ตามมาหลังการค้นพบครั้งนี้
นับเป็นเวลากว่า 5 ศตวรรษแล้ว หลังพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 พระมหากษัตริย์ในยุคกลาง เสด็จสวรรคตในสนามรบ และนักโบราณคดีได้เตรียมจะประกาศผลการทดสอบดีเอ็นเช่นกันว่า กระโหลกศีรษะที่พบที่ลานจอดรถเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วหรือไม่ แต่จากลักษณะของโครงกระดูกที่โค้งงอผิดรูป พบว่ามีความใกล้เคียงกับคำบรรยายเกี่ยวกับพระวรกายของพระเจ้าริชาร์ด ซึ่งทรงปกครองอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ.1485 ขณะทรงมีพระชนมายุ 32 ชันษา นอกจากนี้ ยังพบว่า มีหัวธนูฝังอยู่ที่กระดูกสันหลัง ส่วนที่ด้านหลังกระโหลกศีรษะก็มีร่องรอยของการบาดเจ็บ
ภาพที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ได้แสดงให้เห็นกระโหลกศีรษะอยู่ในสภาพดี แม้จะมีรอยแตกร้าว แต่ก็ยังมีฟันอยู่เกือบครบ โจ แอ๊ปเปิลบาย ผู้นำการขุดโครงกระดูก ได้อธิบายว่า เพื่อที่จะตรวจสอบว่าบุคคลผู้นี้เป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 หรือไม่ ทางทีมงานได้สร้างโปรไฟล์ชีวภาพเป็นลักษณะเฉพาะขึ้นมา และยังตรวจสอบอย่างรอบคอบต่อโครงกระดูกเพื่อหาร่องรอยของการเสียชีวิตอย่างทารุณ
ทีมนักโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ จนกว่าจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ในเวลา 10.00 น. ตามเวลามาตรฐานสากลของวันนี้ หรือราว17.00 น. ตามเวลาในไทย พวกเขาอาศัยการตรวจสอบดีเอ็นเอจากญาติห่างๆ ของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 คือ ไมเคิล อิ๊บเซ่น วัย 55 ปี ซึ่งเป็นช่างไม้ชาวแคนาดา ที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน
อิ๊บเซ่น เป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 17 ของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะตัวร้ายหลังค่อมในละครเวทีที่สร้างมาจากงานเขียนของเช็คสเปียร์ เรื่อง " ริชาร์ดที่ 3" แต่พระองค์จริงไม่ได้หลังค่อม เพียงแต่มีกระดูกสันหลังที่โค้งงอผิดปกติ ทำให้เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นไหล่ข้างขวาสูงกว่าไหล่ข้างซ้ายเล็กน้อย
เชื่อกันว่าพระศพของพระองค์ถูกฝังไว้ที่โบสถ์เกรย์ฟรายเออร์ส ลัทธิฟรานซิสกัน ในเมืองเลสเตอร์ หลังเสด็จสวรรคตระหว่างสงครามบอสเวิร์ธ เมื่อปี ค.ศ.1485 แต่โบสถ์แห่งนี้ถูกทำลายไปในช่วงปี ค.ศ.1530 ทำให้ที่ตั้งของโบสถ์ได้สาปสูญไปนับแต่นั้น ก่อนที่จะมีการค้นพบโครงกระดูกที่ลานจอดรถ และนักโบราณคดีต่างปักใจเชื่อว่า นั่นคือที่ตั้งของโบสถ์
-------------------
(ขอบคุณเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม :
Beanyman62News - http://youtu.be/vcgZr9q6CtQ
1337041071 - http://www.youtube.com/watch?v=KJF_qMUfgP0)



