ข่าว

หมดยุคไล่ล่าถอนขนห่าน!!

หมดยุคไล่ล่าถอนขนห่าน!!

04 ก.พ. 2556

หมดยุคไล่ล่าถอนขนห่าน สรรพากรรื้อโครงสร้างเพิ่มความยั่งยืน : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน

                           ในระยะ 1-2 ปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรมสรรพากร ทั้งในแง่แนวทางการทำงานและการรื้อโครงสร้างอัตราภาษี ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่เริ่มปรับลดมาตั้งแต่ปี 2555 จาก 30% เหลือ 23% และลดลงเหลือ 20% ในปีนี้ ส่งผลให้เม็ดเงินรายได้จากส่วนนี้หายไปกว่า 1.5 แสนล้านบาท และในปีหน้าก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้โครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ที่มีการเพิ่มอัตราให้มีความถี่ขึ้น และปรับลดอัตราสูงสุดลงจาก 37% เหลือ 35% ระหว่างนี้ทำให้กรมสรรพากรต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย เครื่องไม้เครื่องมือ รวมทั้งบุคลากรและระบบไอทีไว้รองรับกับสรรพากรโฉมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ได้พูดคุยกับ นางจิตรมณี สุวรรณพูล ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือในทุกๆ ด้าน ดังนี้

 

สถานการณ์เปลี่ยนวิสัยทัศน์เปลี่ยน

 

                           นางจิตรมณียอมรับว่า ปัจจุบันกรมต้องมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดเก็บภาษี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กรมต้องเผชิญกับความท้าทายตลอดเวลาทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมกลับเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี โดยล่าสุดในปีงบประมาณ 2556 ได้รับมอบหมายภารกิจให้จัดเก็บรายได้สูงถึง 1.774 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7.9%

                           ขณะเดียวกันในปีนี้ยังคงมีผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการปรับลดภาษีตามนโยบายรัฐบาล ทั้งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดจาก 30% เหลือ 20% และการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือประชาชนผ่านการหักค่าลดหย่อนต่างๆ รวมทั้งที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้คือ การให้สิทธิสามี-ภรรยาแยกยื่นภาษีและใช้สิทธิลดหย่อนบุตรได้เท่ากัน ซึ่งส่วนนี้จะทำให้รายได้หายไปอีก 7-8 พันล้านบาท โดยเมื่อรวมทุกมาตรการภาษีแล้ว ปีนี้คาดกว่ารายได้จะหายไป 1 แสนล้านบาท จึงค่อนข้างสวนทางกับเป้าหมายในการหารายได้เข้ามาใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างมาก หากกรมไม่มีการปรับตัวก็คงมีผลเสียตามมา

                           “ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของกรมเลยทีเดียว เริ่มจากต้องปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ไม่ใช่การออกไปไล่ล่าถอนขนห่านเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นผู้นำด้านจัดเก็บภาษีด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ จึงมีการวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2556 นี้เป็นต้นไป เพื่อให้สามารถเก็บภาษีได้อย่างยั่งยืนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมุ่งเน้นที่ความเป็นธรรมและทำให้ผู้เสียภาษีเต็มใจเสียภาษี ภายใต้ต้นทุนการจัดเก็บตามมาตรฐานสากล” นางจิตรมณีกล่าว

                           สำหรับแนวทางการบริหารงานในปีนี้ กรมจะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและขยายฐานผ่านนวัตกรรมและการบริการสู่สากล โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลการเสียภาษีของภาคเอกชน ซึ่งจะรวมเอามาไว้ที่ระบบศูนย์กลางของกรม เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่า ในกลุ่มธุรกิจประเภทเดียวกันเสียภาษีใกล้เคียงกันหรือไม่ นอกจากเหนือจากการให้บริการที่ปรับปรุงไปครบหมดแล้วในทุกพื้นที่ ประชาชนที่มาใช้บริการจะได้รับความสะดวกสบายเหมือนมาทำธุรกรรมที่ธนาคาร จะมีทั้งบัตรคิว มีมุมกาแฟ และอินเทอร์เน็ตไว้ให้บริการ

                           ล่าสุดกรมเพิ่งได้อนุมัติงบประมาณมา 2 พันล้าน เพื่อใช้พัฒนาระบบไอที ซึ่งต่อไปผู้ประกอบการจะต้องรายงานภาษีซื้อและภาษีขายเข้ามาทั้งระบบ ทำให้กรมสามารถตรวจสอบจากฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อสอบยันกันได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งส่วนนี้จะทำให้การหลบเลี่ยงภาษีด้วยการลงภาษีขายน้อยกว่าความเป็นจริงหมดไป และเชื่อว่าระบบนี้จะทำให้กรมจัดเก็บภาษีเข้าได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น โดยอาจจะได้ภาษีคืนมาถึง 3-5 แสนล้านบาท ในอนาคต ซึ่งการวางระบบดังกล่าวน่าจะเห็นผลชัดเจนในปีงบประมาณ 2557

 

เล็งใช้ระบบจัดเก็บภาษีแนวใหม่

 

                           นอกจากนี้การทำงานของกรมสรรพากรในอนาคตจะเป็นการจัดเก็บภาษีแนวใหม่ที่อยู่บนหลักการบริหารความเสี่ยง (CRM) คำนึงถึงผู้เสียภาษีเป็นหลัก โดยการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับผู้เสียภาษีแต่ละกลุ่ม ซึ่งแนวทางนี้มาจากการไปศึกษาดูงานจากประเทศในกลุ่มยุโรปที่ใช้ระบบดังกล่าวมานานแล้ว ส่วนในเอเชียมีการนำมาใช้ที่ประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้มาเป็น 10 ปีแล้ว รวมไปถึงประเทศออสเตรเลีย โดยกรมจะนำหลักการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาวการณ์ของประเทศไทยต่อไป

                           นางจิตรมณีกล่าวต่อว่า ในอนาคตกรมจะมีคณะทำงานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เสียภาษีโดยตรง ขณะที่ต่างประเทศมีการตั้งสำนักจิตวิทยาขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อลงไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้เสียภาษีโดยตรง แต่ของเราอาจจะใช้วิธีส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำงานเชิงรุกพุดคุยสอบถามข้อมูลจากผู้เสียภาษีแทนที่จะวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบที่ยื่นเสียภาษีเข้ามาเหมือนในอดีต ซึ่งเรื่องของกำลังคนนั้นกรมได้รับการอนุมัติให้เพิ่มอัตรากำลังได้อีก 2,000 คน ในเร็วๆ นี้

                           ทั้งนี้ มองว่า วิธีการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาและให้บริการได้ตรงจุดยิ่งขึ้น เช่น การยื่นแบบที่อาจจะมีความยากเกินไปสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือหากมีรายการที่ให้กรอกมากเกินไปก็จะสร้างความยุ่งยาก ต่อไปกรมก็อาจจะปรับแบบให้มีความเหมาะสมขึ้น เหมือนในต่างประเทศที่พบว่านิติบุคคลรายเล็กๆ ยื่นแบบผิดมากถึง 80% พอมีการปรับแบบเสียภาษีใหม่ให้ง่ายขึ้นพบว่ามีการยื่นผิดเหลือแค่ 20% เท่านั้น

                           อีกทั้งกรมอยู่ระหว่างเดินหน้าปรับปรุงการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (แท็ก อินวอยซ์) เพื่อสนับสนุนให้มีการทำธุรกรรมซื้อขายทางออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง เพราะขณะนี้กระแสการทำธุรกิจทางออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมมาก โดยขณะนี้เริ่มมีการนำร่องใช้บ้างแล้ว คาดว่าจะเป็นที่สนใจจากภาคเอกชนมากขึ้นในอนาคต

                           สำหรับแนวทางการทำงานแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ที่กรมอยู่ระหว่างศึกษาคือ การวางระบบการทำธุรกรรมด้วยเงินสดเพื่อขยายฐานภาษี โดยนำรูปแบบมาจากเกาหลีใต้ที่ใช้วิธีออกบัตรภาษีให้บุคคลธรรมดา แยกต่างหากจากบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี โดยเมื่อมีการใช้บัตรดังกล่าวในการซื้อสินค้าและบริการด้วยเงินสดที่ร้านทุกครั้งก็จะมีการบันทึกรายการไว้ที่เครื่อง ซึ่งร้านค้าและสถานบริการจะต้องติดสติกเกอร์เข้าร่วมโครงการด้วย และต่อไปกรมจะมีการเก็บข้อมูลมาประมวลผลและช่วยในการติดตามรายได้ที่แท้จริงของร้านค้าได้อีกด้วย

                           “ที่เกาหลีใต้นำระบบนี้มาใช้แล้วได้ผลมาก มีการลงทุนวางระบบไป 1,600 ล้านบาท แต่พบว่าได้ภาษีเข้ามาถึง 2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยมีการจูงใจให้ประชาชนใช้บัตรภาษีด้วยการให้เอายอดการใช้จ่าย 5% มาเครดิตคืนภาษีได้ปลายปี ของไทยก็อาจจะจูงใจด้วยการให้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ส่วนร้านค้าและสถานบริการที่ติดสติกเกอร์ให้ความร่วมมือก็จะไม่ถูกกวนใจหรือตรวจสอบการเสียภาษีจากกรม” และว่า การนำระบบดังกล่าวมาใช้ต้องมีการติดตั้งระบบไอทีและแก้ไขกฎหมายเพื่อบังคับให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมในระบบดังกล่าวก่อน เพราะหากใช้วิธีสมัครใจก็อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยคาดว่าส่วนนี้น่าจะเริ่มนำมาใช้ในปีงบประมาณ 2557 เช่นเดียวกัน

                           อย่างไรก็ตาม นอกจากการจัดเก็บภาษีแนวใหม่ดังกล่าวแล้ว กรมยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมที่ดินเพื่อตรวจสอบรายได้จากการซื้อขายที่ดินว่ามีการยื่นเสียภาษีเข้ามาครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงประสานงานไปยังการไฟฟ้านครหลวงและภูมิภาค รวมถึงการประปาเพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการเทียบเคียงกับรายได้ที่ยื่นเสียภาษีเข้ามา หากพบว่าเสียค่าน้ำค่าไฟมากแต่กลับยื่นรายได้เข้ามาน้อยก็ต้องสงสัยไว้ก่อน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยจากฐานข้อมูลของ สตม. เพื่อใช้ในการติดตามการจัดเก็บภาษีคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้ถูกต้องด้วย ซึ่งส่วนนี้กรมก็ได้อำนวยความสะดวกด้วยการปรับแบบฟอร์มการยื่นภาษีเงินได้เป็นภาษาอังกฤษแล้ว

 

ถึงเวลารื้อภาษีเงินได้ครั้งใหญ่

 

                           นางจิตรมณียังกล่าวถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลของภาษีตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นว่า น่าจะทำให้ในปีนี้กรมยังสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จากเดิมที่หากกรมไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บ อาจต้องใช้เวลา 3-4 ปี กว่าที่สถานการณ์การจัดเก็บภาษีจะเข้าสู่ภาวะปกติ อีกทั้งยังโชคดีที่ภาษีมูลค่าเพิ่มยังสามารถจัดเก็บได้สูงขึ้นทุกปี ปีละ 15-16% แม้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่หายไปนั้น ไม่น่าเป็นห่วง พร้อมทั้งยืนยันว่า การปรับลดภาษีลงมาในระดับ 20% ถือว่ามีความเหมาะสมและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคเอกชนไทยแล้ว อีกทั้งยังจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยฉพาะญี่ปุ่นน่าจะข้ามาลงทุนในไทยอีกจำนวนมากก็จะนำมาซึ่งภาษีที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงไม่จำเป็นที่ไทยต้องปรับลดภาษีลงไปให้เหลือ 15% เท่ากับสิงคโปร์ เพราะไทยยังมีความได้เปรียบด้านอื่น โดยเฉพาะการเป็นแหล่งทรัพยากรและมีบรรยากาศจูงใจในการลงทุน

                           ดังนั้นการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ต่อเนื่องถึงปีนี้ จึงถือเป็นหนึ่งในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซีในปี 2558 โดยขณะนี้กรมอยู่ระหว่างเตรียมการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะเน้นในเรื่องการกระจายภาระภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันก็เป็นการปรับอัตราภาษีให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ ทั้งนี้ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการแล้ว กรมจะเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อเสนอเข้า ครม.และสภาต่อไป คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในปีภาษี 2557 

                           สำหรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ยังคงยกเว้นภาษีให้แก่กลุ่มมนุษย์เงินเดือนระดับล่างที่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาทต่อปี เช่นเดิม โดยกลุ่มนี้จะครอบคลุมผู้เสียภาษีจำนวนกว่า 6.87 ล้านราย จากจำนวนผู้เสียภาษีทั้งหมดเกือบ 10 ล้านราย ซึ่งการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไปจะต้องนำยอดเงินได้สุทธิไปแยกคำนวณภาษีตามช่วงของเงินได้สุทธิที่มีการปรับใหม่ จากเดิมมี 5 อัตราขยายเพิ่มเป็น 7 อัตรา โดยมีอัตราเริ่มต้นที่ 5%, 10%, 15%, 20%, 25%, 30% และ 35% ซึ่งเทียบกับของเก่าจะมีการเพิ่มอัตรา 5% และ 10% เข้ามาพร้อมทั้งปรับลดอัตราสูงสุดจาก 37% เหลือ 35% เท่านั้น

                           นางจิตรมณีกล่าวด้วยว่า กรณีที่มองกันว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนรวยที่มีรายได้สุทธิเกิน 4 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษีในอัตราที่ลดลง จาก 37% เหลือ 35% นั้น จากฐานข้อมูลของกรมพบว่า ผู้ได้รับประโยชน์เพียงไม่กี่หมื่นคนเท่านั้นและได้ประโยชน์หรือส่วนลดจากภาษีไม่มากนัก แต่หากคิดเป็นเม็ดเงินก็ย่อมจะมากกว่าผู้เสียภาษีกลุ่มอื่น ที่ส่วนใหญ่จะเสียภาษีในระดับกลางๆ หรือรายได้สุทธิไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี หรือมีเงินเดือนประมาณเดือนละ 3 หมื่นบาท ซึ่งกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ที่สุดมีภาระภาษีลดลงไปเกือบ 50% จึงยืนยันว่า การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ถือว่าได้ประโยชน์ในทุกกลุ่ม

                           ส่วนแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีอื่นๆ ในอนาคตนั้น คงจะไม่มีเรื่องใหญ่เหมือนช่วง 1-2 ปีนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการให้สิทธิลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่กรมเคยมีแนวคิดจะปรับปรุงการให้สิทธิค่าลดหย่อนจาก 17 รายการลดเหลือน้อยลงนั้น ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน และในทางปฏิบัติอาจจะทำได้ยาก เพราะการให้สิทธิลดหย่อนภาษีต่างๆ ถือมีความจำเป็น เช่น การบริจาคเงินด้านกีฬา ด้านการศึกษา หรือการให้สิทธิบุคคลธรรมดาสามารถหักค่าลดหย่อนบุตร บิดา มารดา ค่าผ่อนบ้าน ซื้อประกันชีวิต กองทุนออมระยะยาวแอลทีเอฟ อาร์ทีเอฟต่างๆ แม้จะมีการมองกันว่าเป็นการหลบเลี่ยงภาษีมากกว่าการออมระยะยาว แต่ส่วนนี้อาจจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป เพราะเป็นเรื่องของนโยบายที่กรมสรรพากรก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกระทรวงการคลังและรัฐบาลเป็นหลัก

 

 

--------------------

(หมดยุคไล่ล่าถอนขนห่าน สรรพากรรื้อโครงสร้างเพิ่มความยั่งยืน : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)