
ถึงคิว'ประชานิยม'วัดใจคนกรุง?
เกาะติดเลือกตั้ง : ถึงคิว'ประชานิยม' วัดใจคนกรุง?
หลังจากการเมืองมีการนำ "ประชานิยม" มากำหนดเป็น "นโยบาย" จนทำให้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งท่วมท้นจนกลายเป็นรูปแบบที่นักการเมืองใช้ในการหาเสียงในปัจจุบัน โดยไม่คิดว่า "นโยบาย" ดังกล่าวจะส่งผลอย่างไรในอนาคต เพียงเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงหรือชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้น และปัจจุบัน "ประชานิยม" ได้ขยายวงกว้างจากกลุ่มเป้าหมายคนในชนบทมาสู่คนในเมือง โดยดูจากนโยบาย "ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม." ในครั้งนี้
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ : แจกเป็นกษัยกัน"เพื่อไทย"ตีกิน
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 16 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดนโยบาย "ประชานิยม" อย่างเป็นทางการในการปราศรัยใหญ่ครั้งแรก ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. โดยบรรจุเข้าไว้ใน 10 มาตรการเร่งด่วน และ 6 นโยบายร่วมสร้างกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยย้ำว่า เป็นนโยบายที่สามารถทำได้จริง ไม่เพ้อฝัน และไม่เกินอำนาจหน้าที่ของ กทม. ดังนี้
1.ปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเป็น 10 บาท และรถบีอาร์ที 5 บาท
2.โรงรับจำนำดอกเบี้ย 25 สตางค์ หากจำนำเพียง 5,000 บาท
3.ปรับสถานะการจ้างอาสาสมัครดูแลเด็กของ กทม.ให้เป็นลูกจ้างชั่วคราว พร้อมให้เงินเดือน 15,000 บาท (หากมีวุฒิปริญญาตรี)
4.แท็กซี่เพื่อผู้พิการ เริ่มต้น 100 คัน
พล.ต.อ.พงศพัศ : ต้นตำรับประชานิยมจัดหนัก-จัดเต็ม
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พรรคเพื่อไทย เปิดตัวนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็ง และจุดขายของพรรคในการแถลงเปิดนโยบายหลัก 8 ข้อ ประกอบด้วย นโยบายประชานิยมได้รับการบรรจุในหมวดนโยบายที่ 1 คือ ซื้อสินค้าราคาถูก ลดหนี้นอกระบบ ใช้กองทุนชุมชนเมือง ลดรายจ่าย สร้างรายได้ ซึ่งแยกย่อยเป็น 5 ข้อ คือ
1.สร้างคุณภาพชีวิต โดยลดภาระหนี้นอกระบบให้คน กทม. มีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สามารถมีโอกาสทำมาค้าขาย
2.สร้างศูนย์โอท็อป เพื่อให้คน กทม.สามารถนำสินค้าจากชุมชนต่างๆ มาจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี
3.ส่งเสริมการสร้างตลาด กทม.เพิ่มขึ้น และจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในสำนักงานเขต เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูก
4.ปรับปรุงย่านการค้าให้เป็นเอสเอ็มอีเซ็นเตอร์ เพื่อให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ได้มีโอกาสค้าขายกับกลุ่มเออีซี และธุรกิจระดับโลก
5.สร้างตลาดสด 1 ตลาดต่อ 1 เขต ครอบคลุม 50 เขตทั่วกทม. โดยอาจขอเช่าพื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์มาปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของ "ฟรี" ไม่เก็บค่าเช่าแผง
โฆสิต : มือใหม่หัดแจก "24 ชั่วโมง"
นายโฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 ในนามผู้สมัครอิสระ เผชิญกับคลื่นลมทางการเมืองระลอกแรกจากภาพคู่ของตน และภรรยาที่ออกมาทางโซเชียลมีเดีย ดูสนิทสนมกับอดีตนายกฯ เป็นพิเศษ แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นลงพื้นที่ และปฏิเสธการเลือกข้างทางการเมือง เพื่อนำเสนอนโยบายกรุงเทพ 24 ชั่วโมง ซึ่งมีกลิ่นอายของประชานิยมบ้างประปราย
1.นโยบายการเรียนรู้ 24 ชั่วโมง โดยจัดตั้งโรงเรียนสาธิต กทม. ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำเพื่อรวบรวมเด็กๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และยกระดับโรงเรียนของ กทม.ให้เทียบเท่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง โดยประสานความร่วมมือกับโรงเรียนรัฐที่เด่นและดัง มาถ่ายทอดสดระบบการศึกษาผ่านโทรทัศน์ดาวเทียมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐานเดียวกันหมด
2.เปิดไวไฟอินเทอร์เน็ตความเร็ว 20 เมกะไบต์ เพื่อให้คน กทม.เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต และเปิดบริการห้องสมุดประชาชนในสังกัด กทม. 24 ชั่วโมง รวมทั้งเปิดศูนย์อินเทอร์เน็ตอีกด้วย
3.สร้างตลาดขนาดใหญ่ 1 ตลาดต่อ 1 เขต และเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตามนโยบายทำมาหากินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
4.เพิ่มรายได้ และลดค่าใช้จ่ายกับผู้สูงวัย โดยจะเชิญผู้สูงวัยที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆ ได้มีโอกาสทำงานอีกครั้ง
5.ออกบัตร Senior Card เป็นบัตรสิทธิพิเศษผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปใช้สิทธิ รักษาพยาบาลฟรีตลอดชีวิต
6.ขอความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่จะมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้สูงอายุ เช่น ส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการ
7.จะเจรจากับบีทีเอส ให้ส่วนลดค่าโดยสาร และเปิดซีเนียร์คลับ หรือสโมสรผู้สูงวัย ที่เป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมสันทนาการ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ : เกทับบลัฟ พท.ขายฝัน "รถเมล์แอร์ฟรี"
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 11 ในนามผู้สมัครอิสระ แม้จะมีจุดเด่นในเรื่องความเป็น "ตำรวจเก่า" ที่มีบุคลิกเด็ดขาด ดุดัน เอาจริงเอาจัง และซื่อสัตย์สุจริต แต่วีรบุรุษนาแกก็ไม่ลืมที่จะหยอดนโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจชาวรากหญ้าเช่นกัน
1.จัดให้มีแพทย์ประจำครอบครัว และชุมชน
2.บริการ "รถเมล์แอร์ฟรี" เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง
3.ปรับปรุงจัดระเบียบตลาดสดใน กทม.ทั้งหมดให้สะอาดถูกสุขลักษณะ พร้อมติดแอร์ทุกสถานที่
ประชานิยมทำเลือกตั้งไร้ค่า
"ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา" อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการโหมขายนโยบายประชานิยมของบรรดาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ว่า มีอยู่ 2 ประเด็นในเรื่องนี้ 1.รู้สึกผิดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะผู้สมัครผู้ว่าฯ ไม่ได้บอกกับประชาชนเลยว่า จะนำพากรุงเทพมหานครไปทางไหน ทุกคนต่างก็พูดว่า จะทำให้คนกรุงเทพมหานครมีความอยู่ดีมีสุข สาระสำคัญก็คือ การเตรียมความพร้อมให้แก่กรุงเทพมหานคร ที่เมื่อเข้ามาแล้วจะให้เป็นเมืองแบบไหน
"อย่างถ้าคุณบอกว่า จะนำไปสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรม คุณก็ต้องพูดหรือแสดงให้เห็นได้ว่า จะต้องเตรียมการอย่างไร ถนนหนทางแบบไหน ระบบไฟฟ้า การจัดโซนที่อยู่อาศัยอย่างไร แต่นี่ไม่มี"
2.ทุกคนบอกว่า คน กทม.จะได้ของฟรี หรือไม่ก็ลดราคา คำถามก็คือว่า เคยคำนวณบ้างไหมว่า ที่พูดๆ ไปว่าจะแจกจะให้มีมูลค่าเท่าไหร่ เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง และเมื่อจ่ายออกไปแล้วจะชดเชยอย่างไร จะเก็บภาษีจากที่ไหน
"ผมว่าที่พูดมาทั้งหมดนั่นคุณไม่รู้หรอกว่าราคาจริงๆ มันเท่าไหร่ ทุกคนพูดแค่ว่า ฟรีหมด ไม่มีใครกล้าพูดว่า เรื่องนี้ อันนี้ คนกทม.ต้องจ่าย มันเลยกลายเป็นเทรนด์ไปว่า ต้องแจกของฟรี นักการเมืองที่เป็นนักการตลาดก็เลยใช้วิธีนี้ ผมพูดตรงๆ เลยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ คน กทม.จะไม่ได้อะไรเลย เพราะประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เลือกคนที่ดีที่สุดมา แต่เลือกเพราะกลัวถูกตัดคะแนน เพราะคนเก่าจะไปลงอิสระ ส่วนเพื่อไทยก็ไม่มีฐานเสียงส่วนใหญ่ แล้วยังไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการเมืองขนาดใหญ่ ส่วนผู้สมัครอิสระก็คงจะยากที่จะเข้ามาได้ เพราะไม่มี ส.ก.-ส.ข.ซึ่งเป็นทั้งฐานเสียง และเป็นระบบสภา กทม.ที่ผู้สมัครอิสระไม่มี ส.ก.เป็นของตนแม้แต่คนเดียว" ผศ.ดร.พนิต กล่าว
............
(หมายเหตุ : เกาะติดเลือกตั้ง : ถึงคิว'ประชานิยม' วัดใจคนกรุง?)



