
เลือดรักชาติ
เลือดรักชาติ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในเมืองจีนสมัยก่อนมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งมีกำแพงใหญ่ทำด้วยทองแดงและสร้างป้อมปราการด้วยเหล็กอย่างแข็งแรง แต่ก็ไม่สามารถป้องกันศัตรูที่ยกทัพมาโจมตีได้ ทั้งนี้เป็นเพราะชาวเมืองเกิดความวางใจว่าคงไม่มีใครจะตีฝ่ากำแพงและป้อมเข้ามาได้ จึงขาดการเตรียมพร้อมและตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้โดยง่าย เมื่อข้าศึกได้ชัยชนะแล้วจึงทำการรื้อแนวกำแพงและป้อมออก เพื่อมิให้ชาวเมืองนี้แข็งเมืองได้
แต่การณ์กลับตรงกันข้าม เพราะเมื่อไม่มีกำแพงที่จะป้องกัน ชาวเมืองก็เกิดความตระหนักถึงอันตราย และสร้างระบบป้องกันภัยที่จะมาถึงตน ด้วยการวางคนคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของเมืองศัตรู และฝึกซ้อมการต่อสู้อย่างจริงจัง ต่อมาเมื่อเมืองที่เคยมาตีได้ทราบข่าว จึงยกกองทัพมาใหม่ หวังจะปราบปรามเมืองนี้ให้ราบคาบ ซึ่งครั้งนี้แม้จะไม่มีป้อมทองแดงกำแพงเหล็กเช่นครั้งก่อน แต่ชาวเมืองกลับร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้อย่างเข้มแข็ง จนผู้รุกรานที่ชะล่าใจต้องแตกพ่ายกลับไป
ในสมัยนี้นั้น การยกทัพไปตีบ้านเมืองอื่นคงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเหมือนในสมัยก่อน และการทำศึกสงครามในปัจจุบันก็มักจะมิได้มีการประกาศสงครามหรือแสดงตนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นสงครามทางเศรษฐกิจที่อาศัยชั้นเชิงและกลยุทธ์ขั้นสุดยอด ซึ่งกว่าจะรู้ว่าเรากำลังสู้รบอยู่กับใคร หรือเขาจะมาไม้ไหนกับเรา ถ้าเป็นหมากรุกก็ถูกกินเบี้ย กินม้า กินเรือแทบจะหมดกระดานแล้วล่ะครับ และมาตรการทางการเงินการคลังและการค้าที่เคยใช้เป็นกำแพงป้องกันตนเองนั้น เวลานี้ก็แทบจะไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว เพราะระบบการค้าเสรีตามแนวคิดของมหาอำนาจตะวันตก ได้ทำลายเครื่องกีดขวางเหล่านั้นลงหมดสิ้นแล้ว
เรื่องดังกล่าวมีผู้แสดงความวิตกว่าต่อไปเศรษฐกิจของเราจะต้องตกอยู่ใต้อำนาจของต่างชาติหรือไม่ สินค้าที่ผลิตในประเทศจะขายใคร ในเมื่อสินค้าจากต่างประเทศที่ราคาถูกกว่าทะลักเข้ามาเต็มตลาด และเราจะค้าขายในตลาดโลกแข่งกับประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำกว่า มีวัตถุดิบและค่าขนส่งถูกกว่าได้อย่างไร หากลองย้อนกลับไปอ่านเรื่องที่ผมยกมาเล่าให้ฟังข้างต้น ก็จะพบว่าความพ่ายแพ้ของเมืองเมืองนั้น เกิดจากมีการป้องกันที่แข็งแรงเกินไป จนชาวเมืองขาดความระวังตัวและไม่ตระหนักในอันตรายที่เยี่ยมกรายเข้ามา แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อปราศจากเครื่องป้องกันตนแล้ว ชาวเมืองก็เกิดความรู้ตื่นตัวถึงภัยอันตราย และหันมาเตรียมการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่
ปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า จึงมิใช่อยู่ที่การจะมีป้อมทองแดงกำแพงเหล็กคอยคุ้มครอง แต่อยู่ที่คนในบ้านเมืองนั้นจะมีความพรักพร้อมในการป้องกันบ้านเมืองของตัวเองเพียงไร ซึ่งก็คงต้องถามต่อไปว่า ทุกวันนี้รัฐบาลได้ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจเสรี การค้าแบบไม่มีพรมแดน รวมทั้งผลดีผลเสียของประชาคมเศรษฐกิจเพียงไร เพราะเรื่องเหล่านี้มิใช่เรื่องผิวเผิน หรือมองโลกแบบเล็งผลเลิศเพียงด้านเดียว ในขณะที่ประเทศของเราถูกรุมรุกอยู่รอบด้าน
และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือทำให้คนของเรามีจิตสำนึกในเรื่องการปกป้องเศรษฐกิจและการค้าของตน ไม่หลงระเริงไปกับสินค้าต่างประเทศ ซึ่งแม้จะถูกกว่า หรือโก้กว่าก็ตาม และเรื่องนี้คงต้องยกชาวญี่ปุ่นมาเป็นตัวอย่าง เพราะครั้งหนึ่งสหรัฐและยุโรปขาดดุลการค้าญี่ปุ่น จนต้องใช้มาตรการบีบบังคับให้คนญี่ปุ่นซึ่งมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก และมักจะซื้อแต่สินค้าที่เมด อินแจแปน เท่านั้น หันมาใช้สินค้าต่างประเทศบ้าง ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในเวลานั้นต้องจำใจซื้อเนกไทฝรั่งเศสยี่ห้อดัง มาผูกเป็นตัวอย่าง แต่ก็ไม่สามารถที่จะโน้มน้าวจิตใจคนญี่ปุ่นให้ซื้อสินค้าต่างประเทศได้
นึกถึงเรื่องนี้ทีไร ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคนญี่ปุ่นเขากินอะไรกัน จะใช่อาหารเหมือนที่เรากินในร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเราหรือเปล่า ทำไมเลือดรักชาติของเขาถึงได้รุนแรงจริงๆ



