ข่าว

อดีตซีไอเอกับโทษจำคุก 2 ปีครึ่ง

อดีตซีไอเอกับโทษจำคุก 2 ปีครึ่ง

03 ก.พ. 2556

อดีตซีไอเอกับโทษจำคุก 2 ปีครึ่ง แฉเพื่อความถูกต้องหรือทรยศ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์

               นายจอห์น คิริอาคู ชาวอเมริกันสายเลือกกรีก วัย 48 ปี ทำงานให้แก่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) มานานเกือบ 15 ปี สร้างผลงานเป็นที่ชื่นชมนับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกส่งไปประจำในปากีสถาน กรีซ และอังกฤษ

                แต่ในสหรัฐอเมริกา ชื่อ คิริอาคู เป็นที่รู้จักในฐานะซีไอเอคนแรกๆ ที่ยอมรับว่า หน่วยข่าวกรองอภิมหาอำนาจใช้เทคนิคพิเศษสอบสวนผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย ด้วยวิธีทรมานแบบกระดานน้ำ หรือ วอเตอร์บอร์ดดิ้ง คือการจับผู้ต้องสงสัยมัดมือมัดเท้าติดกับแผ่นกระดาน กลับหัวลงพื้น จากนั้นราดน้ำลงไปที่ใบหน้า ให้ความรู้สึกทรมานเหลือแสนเหมือนกับการจมน้ำ เพื่อล้วงความลับ

                ต่อมา คิริอาคู ได้เผยชื่ออดีตสายลับคนหนึ่ง ที่เคยเป็นพนักงานสอบปากคำด้วยวิธีการนี้กับผู้สื่อข่าว จุดนั้นเองทำให้ถูกดำเนินคดีฐานละเมิดกฎหมายสหรัฐว่าด้วยการคุ้มครองตัวตนของเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ที่ผ่านออกมาบังคับใช้เมื่อปี 2525 

                จอห์น คิริอาคู ถูกตัดสินว่ามีความผิด และถูกลงโทษจำคุก 30 เดือน เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กลายเป็นคนแรกที่ต้องโทษภายใต้กฎหมายอายุ 27 ปีฉบับนี้

                โทษจำคุก 30 เดือน เป็นผลจากการเจรจาตกลงยุติคดีความตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อแลกกับการยอมรับผิดของคูริอาคู ที่รู้ดีว่า หากสู้คดีต่อก็อาจจะเจอกับโทษจำคุกอย่างน้อย 30 ปี ขณะนี้อายุ 48  แล้ว นั่นอาจหมายถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้พิพากษายังไม่ชอบใจนัก บอกว่าโทษเบาเกินไป

                คูริอาคู เป็นสายลับซีไอเอช่วงปี 2533-2547

                ในปี 2545 เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการนำจับนายอาบู ซูไบย์ดาห์ ผู้ต้องสงสัยเป็นเหรัญญิกของอัล-ไกดา ที่ประเทศปากีสถาน ข้อมูลที่ได้จากซูไบย์ดาห์ นำไปสู่การจับกุมนายโคเซ ปาดิลญา ผู้วางแผนก่อการร้ายด้วยระเบิดเดอร์ตี้บอมบ์ และซัดทอดถึงนายคาหลิด เชค โมฮัมหมัด ว่าเป็นผู้บงการเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544

                ในปี 2550 คิริอาคู ให้สัมภาษณ์ เอบีซี นิวส์ เป็นครั้งแรกว่า กระดานน้ำคือวิธีที่นำมาใช้ทรมานนายซูไบดาห์

                (อาบู ซูไบย์ดาห์ ถูกเค้นปากคำด้วยวิธีการสอบสวนปกติและด้วยกระดานน้ำ 83 ครั้ง คูริอาคูเผยว่า นายซูไบย์ดาห์เปิดปากภายในครึ่งนาที แต่ต่อมายอมรับว่ากุเรื่องทั้งเพ แค่ให้หยุดทรมาน สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ร่วมสอบสวนในกระบวนการปกติ ยืนยันว่า กระดานน้ำและวิธีโหดกร้าวอื่นๆ ไม่ใช่วิธีที่ได้ผล)

                ต่อมาเข้าทำงานเป็นที่ปรึกษาให้แก่เครือข่ายข่าวสหรัฐหลายแห่ง และตีพิมพ์หนังสือเรื่อง "The Reluctant Spy: My Secret Life in the CIA's War on Terror" ซึ่งจริงๆ นายคิริอาคูถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับหนังสื่อเล่มนี้ด้วย แต่ผลจากการต่อรองยุติคดีทำให้ข้อหานี้ตกไป

                ชะตากรรมของอดีตสายลับซีไอเอคนดังหลังจากนี้ ชัดเจนแล้วว่า คือการใช้ชีวิตในคุก 2 ปีครึ่ง รอเพียงการรับโทรศัพท์แจ้งให้ไปรับโทษเมื่อใดเท่านั้น แต่การถกเถียงว่า ควรจัดบุคคลผู้นี้อยู่ในฐานะใด ยังไม่สิ้นสุด
 เจ้าตัวและในสายตาของผู้สนับสนุนบอกว่า คูริอาคูคือผู้ที่ออกมาเปิดเผยความไม่ถูกต้องภายในองค์กรให้สาธารณชนได้รับรู้ ที่เรียกกันว่า whistleblower ในกรณีนี้คือ การแฉเพื่อต่อต้านทัณฑ์ทรมานที่ถือเป็นรอยด่างสกปรกของรัฐบาลอเมริกัน แต่กลับถูกลงโทษเพราะทำในสิ่งถูกต้อง

                แต่อัยการรัฐแย้งว่า เป็นเพียงคำโอ้อวดที่เห็นแก่ตัวของอดีตซีไอเอคนหนึ่ง

                ในคำฟ้องที่อัยการยื่นต่อศาลเมื่อ 18 มกราคม ระบุว่า คิริอาคูทำทุกอย่างเพื่อชื่อเสียงเงินทอง ต้องการเป็นที่รู้จักในวงสื่อ เพื่อแสวงหาประโยชน์ด้วยการเป็นที่ปรึกษาบริษัทที่มีรายได้อย่างงาม หวังขายหนังสือ หวังการงานที่มั่นคง และอื่นๆ อีกมากมาย

                รัฐบาลสหรัฐระบุว่า การยกตนเป็นคนที่ออกมาปูดการทรมาน ไม่สมเหตุสมผล เพราะนายคิริอาคูเองก็เคยพูดปกป้องการใช้เทคนิคนี้ของซีไอเอ ในการให้สัมภาษณ์กับเอบีซี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนพูดเรื่องการใช้เทคนิคล้วงความลับอื้อฉาว เป็นระดับวงในซีเอเอ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเผยชื่อของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในกระบวนการทรมานนักโทษแก่ผู้สื่อข่าว นายคิริอาคูก็ยังบรรยายถึงเจ้าหน้าที่ผู้นั้นว่า เป็นคนดีมากคนหนึ่ง 

                เมื่อทนายฝ่ายจำเลยแย้งว่า คิริอาคู เป็นเหยื่อแก้แค้น รัฐบาลไม่พอใจสิ่งที่บอกเล่าเกี่ยวกับซีไอเอในหนังสือ "The Reluctant Spy" และการออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ แต่อัยการก็โต้ว่า การสอบสวนนายคิริอาคูเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2552 หลังจากที่พบการละเมิดกฎคุ้มครองความปลอดภัยสายลับ นั่นคือ การค้นพบว่านักโทษที่ค่ายคุมขังกวนตานาโมมีภาพถ่ายของเจ้าหน้าที่ซีไอเอและเอฟบีไอที่เคยสอบปากคำพวกเขาอยู่ในครอบครอง

                การสอบสวนสาวไปถึงตัวนายคิริอาคูในที่สุดว่า เป็นคนเผยชื่อเจ้าหน้าที่ซีไอเอคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปเค้นความลับแบบทรมานในคุกต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวไม่เคยเผยชื่อเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่อย่างไรไม่ทราบได้ ชื่อได้ไปตกอยู่ในมือทนายของนักโทษค่ายเรือนจำกวนตานาโมในที่สุด

                กระนั้นก็ตาม ยังมีฝ่ายสนับสนุนให้คูริอาคูสมควรได้ตำแหน่งผู้นำความในไม่ถูกต้องออกมาแฉข้างนอก มากกว่าจะเป็นผู้ทรยศ

                เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ร้านอาหารยอดนิยม บัสบอยส์แอนด์โพเอ็ตส์ ในกรุงวอชิงตัน ได้เผยภาพวาดของอดีตซีไอเอรายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเดินสาย โดยแขวนเคียงข้างภาพวาดของทะไลลามะ และมหาตมะ คานธี

                ประชาชนกว่า 2,000 คน ร่วมลงชื่อในคำร้องออนไลน์ ขอให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลดโทษให้แก่นายคิริอาคู ที่พวกเขามองว่าเป็นฮีโร่ เพราะออกมาเปิดโปงเรื่องการทรมานของซีไอเอ แต่กลับเป็นคนเดียวที่ต้องเข้าคุกด้วยเหตุพัวพันกับเทคนิคสอบสวนอื้อฉาว

                โจเซลีน ราดัก หนึ่งในทีมทนายของคิริอาคู ยอมรับว่า ความเห็นแรกๆ ของลูกความเกี่ยวกับเทคนิคกระดานน้ำและการทรมาน ออกจะคลุมเครือ แต่ชัดเจนว่า หลังจากนั้นนายคิริอาคูเป็นปากเสียงสำคัญต่อการต่อต้านทัณฑ์ทรมาน และซีไอเอก็ไม่พอใจมากขึ้นทุกที การที่รัฐบาลบอกว่าดำเนินคดีกับอดีตซีไอเอผู้นี้ เพราะสิ่งที่พบในคุกกวนตานาโมขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่า นักโทษที่นั่นมีภาพถ่ายของสายลับซีไอเอหลายคนด้วยกัน

                อีกทั้งการแพร่งพรายที่สามารถสาวไปจนพบตัวตนสายลับคนอื่นได้เช่นกันนั้น กลับไม่เคยถูกดำเนินคดี เช่น การรั่วข้อมูลแก่ผู้สร้างหนัง "ซีโร่ ดาร์ค เธอร์ตี้" ที่แจกแจงการไล่ล่าโอซามา บิน ลาเด็นของซีไอเออย่างละเอียด ซึ่งเป็นเพราะการรั่วข้อมูลแบบนั้น เป็นคุณแก่รัฐบาลโดยนัยหรือไม่

                ทนายกล่าวด้วยว่า ลูกความไม่เคยทรมานนักโทษคนใด ทั้งยังเคยบอกผู้บังคับบัญชาในซีไอเอขณะนั้นว่า ไม่ต้องการเข้ารับอบรมสอบสวนด้วยเทคนิคพิเศษ เธอเชื่อว่า หากลูกความเคยลงมือทรมานผู้ต้องสงสัยคนใดคนหนึ่งอาจไม่ถูกดำเนินคดีก็เป็นได้ 

                อย่างไรก็ตาม ในที่สุดผู้พิพากษาก็ไม่เห็นด้วย และตัดสินว่า นี่ไม่ใช่คดีการแฉ แต่เป็นคดีของคนคนหนึ่งที่ทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจ และอาจทำให้สายลับคนอื่นตกอยู่ในอันตราย

                คูริอาคู ให้สัมภาษณ์นักข่าวอัลจาซีราว่า ไม่คาดคิดว่าเรื่องจะจบลงเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้กลัวการอยู่ในคุก เพียงแต่จะคิดถึงภรรยาและลูกๆ 5 คน "ผมปรับตัวได้ ซีไอเอสอนผมให้ปรับตัว และผมเคยอยู่ในสถานที่แย่สุดๆ มาแล้วหลายที่"

                แต่ลึกๆ แล้วก็ยังเชื่อว่า ถูกจับกุม เพราะออกมาแฉเรื่องการทรมานผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่เพราะการแพร่งพรายความลับ ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงๆ ในซีไอเอที่ยังฉุนเรื่องที่ตนออกมายืนยันเรื่องการทรมาน จึงมั่นใจว่านี่เป็นคดีการเมือง

                "คนคนเดียวที่ต้องเข้าคุก ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับการทรมาน คือคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ แต่ผู้กระทำไม่ผิด คนที่สั่ง หรือรับคำสั่ง ไม่ผิด อัยการที่ให้ความชอบธรรมกับการทรมาน ก็ไม่ผิด และแน่นอนว่า คนตำแหน่งสูงๆ ในรัฐบาลบุช ที่อนุมัติให้ใช้การทรมานตั้งแต่แรก ก็ไม่ผิดเช่นกัน"

                อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรมานนักโทษก่อการร้ายนั้น ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยพูดไว้อย่างชัดเจนเมื่อปี 2553 ว่า ผู้ที่ทำหน้าที่สอบปากคำจะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะคนเหล่านั้นทำตามหน้าที่และบนคำแนะนำด้านกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม ส่วนผู้ที่ออกคำสั่งให้ใช้เทคนิคนี้ ในตอนแรกผู้นำสหรัฐกล่าวว่า จะไม่ถูกดำเนินคดีเช่นกัน แต่หลังจากถูกประท้วงจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสมาชิกบางส่วนของสภาคองเกรส ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมจะสอบสวนและจะไม่ด่วนสรุปผลลัพธ์

 

..............................................

(อดีตซีไอเอกับโทษจำคุก 2 ปีครึ่ง  แฉเพื่อความถูกต้องหรือทรยศ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)