
เป้าหมาย
เป้าหมาย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีน้องนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องหลักการบริหารเงินของตัวเอง หลังจากคุยจนจบ น้องนักข่าวหัวเราะแล้วบอกว่า “หนูว่า หลักการบริหารเงินของพี่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงของหนูที่สุดแล้ว เพราะเป็นอะไรที่พอทำได้”
เนื่องเพราะตัวเองไม่ได้มีหลักอะไร มากไปกว่าทำให้รายได้ในแต่ละเดือนมากกว่ารายจ่าย เพื่อให้มีเงินเหลือออม และอาจเป็นเพราะไม่ได้ดิ้นรนขวนขวายหาผลตอบแทนมากมายจนต้องแสวงหาช่องทางการลงทุน เพื่อตอบสนอง “ความอยาก” ของตัวเอง ทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นไปอย่างเรียบง่าย
ข้อสรุปที่ได้ระหว่างการสนทนากว่าชั่วโมง ก็คือ ไม่ว่าการจัดการเงินทองจะเรียบง่าย หรือวุ่นวาย ยุ่งเหยิง ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ขึ้นอยู่กับ “ไลฟ์สไตล์” ของแต่ละคน ที่มี “เป้าหมาย” หรือ “ความต้องการ” ส่วนบุคคลเป็นตัวตั้ง
“เป้าหมาย” เป็นอย่างไร การเดินหน้าเข้าสู่ “เป้าหมาย” เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองก็ย่อมแตกต่างกัน
แต่ไม่ว่าจุดหมายปลายทางในชีวิตจะเป็นอย่างไร แค่ความพยายามให้รายได้มากกว่ารายจ่ายเพื่อให้เหลือ “เงินออม” นั้นดูจะไม่เพียงพอ เพราะลำพัง “เงินออม” ที่ไม่สร้างผลตอบแทนให้งอกเงย ไม่สามารถดลบันดาลใจให้ชีวิตเป็นไปในแบบที่ต้องการได้อย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อสะสมเงินออมได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ดูเหมือนเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยง “การลงทุน” เพื่อแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้นได้เลย
อย่างไรก็ตาม ก่อนการลงทุนทุกครั้ง อย่าลืมตอบคำถามว่า ลงทุนเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
คำแนะนำจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การกำหนดจำนวนเงินลงทุนที่เหมาะสมเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการลงทุน เพราะการนำเงินออมหรือเงินสำหรับการใช้จ่ายมาลงทุนมากเกินไป อาจทำให้เราประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง กดดันตัวเองมากเกินไป ในขณะที่การจัดสรรเงินเพื่อการลงทุนที่น้อยเกินไป อาจทำให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนตามที่ควรจะได้รับ ซึ่งการจัดสรรเงินสำหรับการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมจะทำให้การลงทุนของเราเป็นไปอย่างสมดุล
ข้อควรคำนึงในการจัดสรรเงินเพื่อการลงทุน คือ ต้องวางแผนและจัดการกับความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ตลอดจนภาระทางการเงินด้านอื่นๆ ที่ตนเองมีอยู่ในชีวิตให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็น เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นเงินก้อนแรกที่ควรจะกันออกจากรายได้ เพื่อเอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยผู้เชี่ยวชาญทางการเงินต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คนเราควรมีเงินเก็บสำรองไว้เผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เท่ากับค่าใช้จ่ายรายเดือนรวมกัน 3-6 เดือนเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีภาระค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 1 หมื่นบาท เราก็ควรที่จะมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3-6 หมื่นบาท ซึ่งเงินสำรองดังกล่าวนี้ควรเก็บอยู่ในรูปแบบการออมที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และมีสภาพคล่องสูง โดยสามารถเบิกใช้ได้ในทันทีที่เราต้องการ เช่น ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
เงินสำหรับใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต เป็นรายการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิต ซึ่งได้แก่ ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ค่าพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นส่วนที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน
ภาระหนี้สิน เป็นรายการที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีการกู้ยืมเงิน จึงเป็นพันธะผูกพันทางการเงินตามกฎหมายที่ผู้กู้จะต้องรับผิดชอบ โดยต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ได้ระบุอยู่ในสัญญาการกู้ยืม หากเรากู้ยืมเงินและไม่ปฏิบัติตามสัญญา อาจเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาภายหลังได้ เช่น ถูกยึดทรัพย์สิน หรือถูกฟ้องล้มละลาย เป็นต้น
เงินประกัน เป็นรายการที่เกิดขึ้นในกรณีที่เราต้องการเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนหรือความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เงินประกันชีวิต เงินประกันอุบัติภัย เงินประกันสุขภาพ เป็นต้น
เงินสำหรับแผนการในอนาคต เป็นเงินอีกส่วนหนึ่งที่มีไว้สำหรับแผนการต่างๆ ที่เราคาดหวังเอาไว้ในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความต้องการ และความจำเป็นของตัวเราเองเป็นหลัก เช่น เงินสำหรับการศึกษาต่อ เงินสำหรับการศึกษาของบุตร เงินสำหรับดาวน์บ้านหรือต่อเติมบ้าน เป็นต้น
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรมีความคิดจะใช้เงินที่ได้รับจากการลงทุนมาใช้เพื่อจัดการกับภาระทางการเงินดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากการลงทุนใดๆ ย่อมมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่เสมอ และอาจทำให้เราประสบกับปัญหาทางการเงินได้ โดยเงินที่นำมาลงทุนควรเป็น “เงินส่วนที่เหลือ” หลังจากที่ได้เตรียมการขั้นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต รวมถึงจัดการกับภาระทางการเงินด้านอื่นๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อจัดการกับภาระทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ต้องจัดวางเป้าหมายของตัวเอง เพื่อหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งเป้าหมายหลักๆ อาจกำหนดได้เป็น เป้าหมายระยะสั้นที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น เป้าหมายในการหาเงินเพื่อดาวน์บ้าน รถยนต์ เงินทุนเพื่อการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายประเภทนี้ ได้แก่ ตราสารที่ใกล้เคียงเงินสด เช่น ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น
ถัดมาเป็น เป้าหมายระยะยาวและมีความสำคัญในอนาคต เช่น เงินสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ เงินจุนเจือพ่อแม่ยามชรา ซึ่งสินทรัพย์ที่เหมาะสม ควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในสัดส่วนที่สูงกว่าสินทรัพย์ที่มีความสูง
ต่อมาเป็น เป้าหมายระยะสั้นที่มีระดับความสำคัญน้อย เช่น เงินสำหรับพักผ่อนและท่องเที่ยว หรือเงินบริจาค โดยสินทรัพย์ที่เหมาะสม จะเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรทุกประเภท แต่ต้องมีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เป็นที่นิยม หรืออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังบูม ซื้อขายแลกเปลี่ยนคล่อง
สุดท้าย คือ เป้าหมายระยะสั้นเพื่อทำเงินเป็นกอบเป็นกำ หรือทำกำไรรวมในระยะสั้น ซึ่งสินทรัพย์ที่เหมาะสม ก็คือ หุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโต มีโอกาสทางธุรกิจสดใสกว่าคู่แข่ง
บางคนอาจจะมีครบทั้ง 4 เป้าหมาย ขณะที่บางคนอาจให้ความสำคัญกับแค่ 2 เป้าหมายแรก อาจจะมีอะไรที่มากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ จะยุ่งยากหรือจะเรียบง่ายก็ไม่สำคัญ ขอเพียงให้รู้เป้าหมายของตัวเอง และหารูปแบบการลงทุนให้เหมาะสม นั่นก็ดีที่สุดแล้ว
.................................................
(เป้าหมาย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



