
'อลงกรณ์'ลุย'ผีผ้าห่ม'กินส่วนต่าง600%
'อลงกรณ์' ลุยต่อ 'ผีผ้าห่ม' สู้ภัยหนาว เตรียมยื่น กมธ.ติดตามงบสภาฯ สอบรายละเอียด พร้อมลงพื้นที่เก็บข้อมูลสัปดาห์หน้า หากมีหลักฐาน ยื่น 'ปปช.-สตง.' เอาผิดต่อไป
1 ก.พ. 56 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบทุจริตผีผ้าห่ม ที่มีการกินส่วนต่าง 600% พร้อมนำตัวอย่างผ้าห่มที่แจกมาแสดงด้วย โดยระบุว่า เป็นผ้าห่มที่จัดซื้อสำหรับพื้นที่ประสบภัยหนาว 10 จังหวัด ได้แก่ ภาคอีสาน 3 จังหวัด เลย หนองคาย บึงกาฬ และ 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นการซื้อจากร้านค้าในตลาดสำเพ็ง 5 แห่ง และตลาดโรงเกลือ 7 แห่ง ราคา 40 บาท ก่อนนำมาส่งมอบ เบิกเงิน 240 บาท จำนวน 5 แสนผืน แต่เป็นแบบบางและเบา เป็นผ้าปูสำหรับเด็กทารกไม่ใช่ผ้านวมห่มกันหนาวสำหรับผู้ใหญ่ตามสเปคที่กำหนด
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 5 ก.พ. ตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ยื่นญัตติให้คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อเรียกบุคคลผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่ รมว.มหาดไทย อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผู้ว่าราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเหนือและอีสาน รวมทั้งเรียกเอกสารจัดซื้อจัดจ้างใบเสร็จรับเงิน ตลอดจนตัวอย่างของผีผ้าห่ม เพื่อหาผู้กระทำผิดและรับผิดชอบ โกงภาษีของประชาชน และหากินบนความเดือดร้อนของภัยหนาวของพี่น้องประชาชน
"ย้ำอีกครั้งว่า ครั้งนี้มีพิรุธตั้งแต่ต้น เมื่อมีการประกาศเขตภัยพิบัติภัยหนาว กระทรวงมหาดไทย ปภ. จะเป็นผู้จัดซื้อที่ส่วนกลาง และแจกจ่ายไปยังจังหวัดประสบภัย แต่ครั้งนี้ ปภ. เหมือนจะนกรู้ เพราะมีคนวิ่งเต้นที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย (มท.) และใกล้ชิดรัฐบาล ทำให้ทางกรมฯ ไม่กล้าจัดซื้อ มท.จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดซื้อ และส่งผีผ้าห่มแทนผ้าห่มใช้ในการป้องกันภัยหนาวให้ความอบอุ่น"
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ยอดรวมการจัดซื้อ 5 แสนผืน รวม 120 ล้านบาท และกำลังมีการกว้านซื้อต่อไปตามที่ตั้งเป้าไว้ 3 ล้านผืน แต่หลังข่าวแพร่ออกไป ทราบว่าน่าจะมีการหยุด ชะลอเรื่องนี้ แต่ขอเรียกร้อง รมว.มหาดไทย สั่งการให้มีการจัดซื้อจัดจ้างตามสเปคอย่าหยุดซื้อ เพราะประชาชนประสบภัย หยุดไม่ได้ แต่ต้องได้ตามสเปคและราคาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า ตนเองจะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลผีผ้าห่ม ถ้าได้ข้อมูลครบถ้วน ที่สามารถเอาผิดได้ ก็จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)



