
ฮอตอิซชู : อย่าเพิ่ง!ขออัพก่อน(ไหวปะ)
ฮอตอิซชู : อย่าเพิ่ง!...ขออัพก่อน (ไหวปะ)
ตั้งแต่เจ้าเครื่องมือสื่อสารขนาดเหมาะมือ ราคาแพง และมากไปด้วยแอพพลิเคชั่นออกมาให้สาวกได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้ม...ไม่เชื่อก็ต้องฟังไว้ว่าได้ส่งผลต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรมของชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่เห็นเด่นชัดสุดๆ ต้องยกให้ "มือถ่าย" และ "ขยันอัพ" ทั้งหลายที่คราใดมีโอกาสไปกินข้าวนอกบ้านตามร้านอาหารทั้งแพงหูฉี่หรือละเลียดริมทาง ต่างอดใจไม่ไหวที่จะถ่ายภาพจานอร่อยไว้เป็นที่ระลึก ต่อด้วยแบ่งปันให้ทราบไปทั่วในสังคมออนไลน์ว่า "นี่...มื้อพิเศษของฉัน", "เธอเห็นมั้ย...น่ากินมั้ย" สารพัดจะสาธยาย...อย่าเถียงเชียวนะ
อย่าตกใจ ไม่ใช่เพิ่งจะเกิด...ต่างประเทศเขาเป็นมาก่อนเรา ล่าสุดนิวยอร์กไทม์ส รายงานว่าร้านอาหารบางแห่งในมหานครนิวยอร์กเริ่มจะต่อต้านพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยหาป้ายมาแขวนพร้อมข้อความ "งดถ่ายภาพอาหาร งดการใช้แสงแฟลช เพราะมันสร้างความรำคาญ (มากก)" ยิ่งกว่านั้น เทคนิคการแชะภาพของมือสมัครเล่นขณะบันเทิงสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ถ่ายไกลเพื่อเก็บหลายจาน หรือบรรจงส่องทุกอณูของอาหารโดยที่ไม่สนใจผู้คนรอบข้าง พลอยให้ลูกค้าอื่นๆ (จำใจ) เจอบรรยากาศที่ไม่น่าประทับใจ หันกลับมามองบ้านเราร้านอาหารบางแห่งก็เริ่มออกกฎนี้บ้างแล้ว...ฤานี่จะเป็นจุดจบของ #foodstagramming แล้วชาวสังคมออนไลน์และไม่ออนไลน์ คิดเห็นกันอย่างไร
ผิดมั้ย...ถ้าฉันจะถ่ายรูปอาหารของฉันก่อนกิน? ณธีพัฒน์ พงศ์ธนวิศาล พนักงานบริษัท ยอมรับว่า เวลาไปรับประทานอาหารกับเพื่อนผู้ชายมักไม่พบพฤติกรรมลักษณะนี้ แต่ถ้าเป็นกลุ่มเพื่อนผู้หญิงก็มีบ้าง นอกจากพวกเธอจะเป็นมือถ่ายเองแล้วก็ยังวานให้ถ่ายให้ด้วย ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าร้านอาหารในเมืองไทยจะมีกฎห้ามถ่ายก็น่าจะมีเหตุผลมากพอ
"ผมว่าไม่น่าจะห้ามกันนะ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว เราสั่งมาเองก็น่าจะมีสิทธิ์ทำอะไรกับอาหารก็ได้ เรื่องถ่ายรูปเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คนก็เลยเอามาเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารกัน แล้วเดี๋ยวนี้คนก็เล่นไลน์ วอทช์แอพกันมาก การที่เขาจะถ่ายรูปแล้วอัพขึ้นในกลุ่มก็เป็นเรื่องส่วนตัว ขณะเดียวกันถ้าเอาแต่ถ่ายทุกจานทุกมุม หรือนานเกินไปกว่าจะได้กิน จนอาหารเย็น ผมก็อาจมีสะกิดบ้าง" หนุ่มใจกว้าง กล่าว
มุมของคนทำอาหาร "อิ๊ก" บรรณ บริบูรณ์ เชฟหนุ่มไฟแรง สะท้อนความเห็นส่วนตัวว่า ไม่น่าเสียหายหากลูกค้าจะถ่ายภาพอาหารเก็บไว้ เพราะคงไม่มีจุดประสงค์ถ่ายไปเพื่อเลียนแบบ หรือสร้างความเสียหายให้ร้าน การที่ลูกค้าเข้ามากินแล้วอยากมีประสบการณ์ดีๆ เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ จึงไม่อยากให้ร้านอาหารไปทำลายบรรยากาศนั้น
"ในฐานะเชฟ ถ้ามีคนมาถ่ายรูปอาหารของเรารู้สึกดีนะ แสดงว่าผลงานเราเป็นที่ยอมรับว่าสวยหรือมีค่า ผมเองเวลาไปร้านอาหารถ้าเจองานที่เกิดแรงบันดาลใจก็ถ่ายไว้บ้าง เพื่ออัพเดทเรื่องราวของอาหาร หรือถ้าจะเปิดร้านเองก็ไม่ห้ามลูกค้าแน่นอน แต่ถ้าจะห้ามเพราะเกรงว่าจะไปรบกวนโต๊ะข้างๆ ผมว่าอยู่ที่สำนึกของลูกค้า เหมือนเราไปกินร้านอาหารหรูๆ แล้วไม่มีมารยาท ไปล่วงละเมิดคนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว คุยเสียงดัง ถ่ายรูปเปิดแฟลช ทำให้มองได้ว่ายังใช้เทคโนโลยีกันไม่เป็น โทรศัพท์ดีๆ ก็เหมือนอาวุธชิ้นหนึ่ง ใช้ส่งข้อความข้ามทวีปได้ ถ้าใช้ไม่เป็น เล่นจนติด ก็ส่งผลเสียด้วยซ้ำ ความสุขก็จะลดลง" เชฟอารมณ์ดี เผย
ด้านสาวนักชิม "นวล" นวลพรรณ โอสถานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอ เอด ครีเอทีฟ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะเห็นหนุ่มสาวหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพอาหารอยู่เป็นประจำ และไม่ปฏิเสธว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่จะถ่ายเฉพาะอาหารที่มีความแปลกใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์และความรู้ใหม่ๆ แก่ผู้ติดตามในแอพพลิเคชั่นนั้นๆ
"เพิ่งจะมีอินสตาแกรมกับเขา ซึ่งการโพสต์ภาพต่างๆ ลงในนั้นจะเน้นความแปลกเป็นหลัก อย่างไปกินอาหารจีนกับครอบครัว แล้วเขามีเลือดกุ้งมังกรในน้ำสไปรท์ ซึ่งคนจีนเขาว่าเป็นยาโด๊ปกินแล้วบำรุงกำลัง เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เลยถ่ายแล้วอัพขึ้นโลกโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับเด็กๆ ทำเพื่ออะไร ทุกครั้งที่รับประทานอาหารจะพยายามบอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ถ่ายรูป ทุกวันนี้คนเรามีค่านิยมแปลกๆ เริ่มใช้โทรศัพท์กันอย่างไม่ถูกกาลเทศะ อย่างน้อยๆ ควรจะให้เกียรติสถานที่บ้าง โดยเฉพาะในโรงแรมหรือร้านที่ดูดีหน่อย แต่การห้ามนำโทรศัพท์เข้าไปในร้านอาจไม่ต้องถึงขนาดนั้น เปลี่ยนเป็นขอความร่วมมือลูกค้าดีกว่า ขณะที่ลูกค้าถ้ามีสายโทรศัพท์เข้าก็ควรจะพูดด้วยเสียงเบาและสุภาพ โทรศัพท์สมัยนี้ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง แล้วผู้ใหญ่เองก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีทำให้เด็กๆ เลียนแบบด้วย" นวล เน้นย้ำ
สอดคล้องกับมุมมองของ "หนูนา" ลักขณา สุริยงค์ บรรณาธิการวิทยุเนชั่น ที่บอกว่ายุคนี้เทคโนโลยีทำให้สามารถพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่ข้อเสียคือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนใกล้ตัวน้อยลงมาก อย่างกรณีการอัพภาพอาหาร ถามว่าส่วนตัวรำคาญหรือไม่ ตอบได้เลยว่ารำคาญ
"มัวแต่มาถ่ายรูปอาหารขึ้นอินสตาแกรม ลงเฟซบุ๊ก เวลาจะคุยกันมันก็น้อยลง พอจะรับประทานก็ต้องรอเพื่อนถ่ายรูปเสร็จก่อน มันเยอะไป เลยพยายามบอกกับเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวเลยว่าไม่ต้องอัพรูปมากนัก คุยกันดีกว่า เรื่องแบบนี้มองว่ามันเป็นโทษเลยนะเพราะความสัมพันธ์ของเราน้อยลง หรือกินข้าวกัน 2 คนก็ตั้งหน้าตั้งตากดโทรศัพท์ แต่ถ้าถึงขนาดเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าร้านอาหารอันนี้ก็เกินไป ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล ควรเอาเหตุและผลมาพูดคุยกัน" บรรณาธิการคนเก่ง แสดงความคิดเห็น
มนุษย์คิดค้นเทคโนโลยี แต่หากใช้ไม่ถูกวิธี ก็กลับกลายว่าถูกครอบงำเสียเอง นั่นคือสิ่งที่กูรูด้านไอทีอย่าง "จอห์น" นรศักดิ์ รัตนเวโรจน์ หรือ "จอห์น นูโว" ผู้บริหาร บมจ.เออาร์ไอพี และพิธีกรรายการ "ไซเบอร์ ซิตี้" บอกพร้อมยกกรณีข้อพิพาทระหว่างร้านอาหารกับมือขยันอัพโหลดทั้งหลายว่า อาหารจานสวยถ่ายภาพเก็บไว้เป็นเรื่องเข้าใจได้ เป็นการให้ความสำคัญกับอาหารที่ทำมาอย่างตั้งอกตั้งใจ และคนที่เป็นกุ๊กก็คงจะพึงพอใจ แต่หากเป็นการถ่ายเพื่อเจตนาอื่น ถือเป็นความสับสนว่าทำไปเพื่ออะไร อย่าหลงใช้เทคโนโลยีในทางไม่สร้างสรรค์และไม่มีสาระ ต้องพยายามสร้างสมดุลทั้งสาระและความบันเทิง
"ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ถ่ายภาพอาหาร มีโอกาสไปมาหลายประเทศ แต่ละประเทศเขาก็จะมีลักษณะการใช้โซเชียลมีเดียที่มีเอกลักษณ์ต่างกัน คนไทยชอบถ่ายอาหารมาก อาจเพราะอาหารไทยมีความหลากหลาย แต่สำหรับผมการถ่ายภาพอาหารเพราะว่า ฉันจะกินอะไร อยากรู้ไหม ยังจัดว่ามีสาระน้อย เพราะคนดูไม่สามารถชิมได้ รู้เพียงคนที่ถ่ายว่าจะได้กินอะไร ผมมองที่สาระ การเปิดโทรศัพท์มือถือในบางสถานที่บางประเทศเขาห้ามเลย สาระคืออย่าไปรบกวนผู้อื่นขณะที่เขารับประทานอาหารอยู่ เป็นการเสียมารยาทอย่างแรง
เพราะฉะนั้น อย่าหลงใช้เทคโนโลยีในทางไม่สร้างสรรค์ เราต้องพยายามสร้างสมดุลทั้งสาระและความบันเทิง เช่นสาระทางด้านการทำงานที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น สาระที่เกิดขึ้นจากความสนุกในการเล่น ถ้าหนักไปทางใดทางหนึ่ง นั่นแสดงว่าคุณสร้างสมดุลเทคโนโลยีกับตัวเองไม่เป็น เวลาเราบอกว่าฉันคิดนอกกรอบแล้วนะ โดยไม่รู้ว่าขณะเดียวกันยังไม่รู้ว่ามีกรอบที่ใหญ่กว่าครอบอยู่ คนไทยเป็นอย่างนั้น คนไทยไม่ใช่คนคิดค้นนวัตกรรมเราเป็นเพียงผู้ตาม แล้วดันลืมว่ารากเหง้าของเฟซบุ๊กสร้างขึ้นมาเพื่อการสร้างสรรค์ เพื่อสร้างทีมเวิร์กในการทำงาน ซึ่งเราต้องเข้าใจก่อนถึงใช้ให้ถูกต้อง ผมเชื่อว่าคนไทยเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ใช้ไม่เป็น ผมไม่ว่าใครนะ ก็สุดแต่จะคิดจะใช้กัน" ผู้คร่ำหวอดในวงการไอที ทิ้งท้ายให้คิด



