
'วราเทพ'เฮ!มติศาล6ต่อ3ชี้ไม่หลุดรมต.
'วราเทพ'เฮ!มติศาลรธน.6ต่อ3ชี้ไม่ขาดคุณสมบัติ นั่งเก้าอี้ตำแหน่ง รมต. ด้าน'เจ้าตัว'ขอบคุณศาลรธน.เสียงข้างมาก เผยมั่นใจมาตลอด
1 ก.พ.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา13.00 น. นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ ผู้แทนของนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารับฟังการอ่านคำวินิจฉัย กรณีคำร้องที่ประธานวุฒิสภา ยื่นคำร้องของนายประสาร มฤคพิทักษ์ สว.สรรหา กลุ่ม 40 สว.และคณะรวม 24 คน ที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ 92 เข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งคำร้องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุด ลงเฉพาะตัวของนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (3) (5) ประกอบมาตรา 174 (5) เนื่องจากนายวราเทพยังไม่ได้พ้นโทษจำคุกในคดีหวยบนดินไม่ครบ 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปี 2552 โดยให้เหตุผลว่า นายวราเทพ ติดภารกิจยังไม่สามารถมารับฟังได้ด้วยตัวเอง ขณะที่ด้านผู้ร้องนั้นได้มี พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สว.สรรหา 1 ในผู้ร้องมาร่วมรับฟังคำวินิจฉัยในครั้งนี้
ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของนายประสาร มฤคพิทักษ์ สว.สรรหา และคณะรวม 24 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรี ของนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (3) ( 5) ประกอบ มาตรา 174 (5) หรือไม่ เนื่องจากต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้จำคุก 2 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ในคดีทุจริตหวยบนดิน โดยนายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับมอบหมายได้อ่านคำวินิจฉัยว่า มติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียงเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายวราเทพ ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
โดยข้อเท็จจริงประกอบคำร้องฟังได้ว่า นายวราเทพ ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 55 และเคยเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่อม.10/2552 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2555 ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ซึ่งการวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายวราเทพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง( 3) บัญญัติว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท จะเห็นได้ว่ากรณีต้องคำพิพากษาจำคุกดังกล่าวจะต้องเป็นขณะที่ดำรงตำแหน่งรมต.จึงจะเป็นเหตุให้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
แต่กรณีของนายวราเทพ จะถือว่า ความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง( 3 ) หรือไม่ ต้องพิจารณาประกอบมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(5) ที่ได้บัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง รมต.ว่าให้นำรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (5) ที่ระบุว่า ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษมาพิจารณาด้วย
ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้คนที่เป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีคุณลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรมต. อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาของการดำรงตำแหน่ง โดย (5)ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 บัญญัติว่า ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ขณะที่มาตรา 182 วรรคหนึ่ง ( 3) บัญญัติว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือมีการรอการลงโทษ พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการกำหนดลักษณะต้องห้ามเพราะเหตุเคยต้องคำพิพากษาไม่ได้เป็นการห้ามโดยเด็ดขาด แต่ให้เข้าดำรงตำแหน่งได้เมื่อพ้นโทษมา 5 ปี การบัญญัติเช่นนี้เข้าข่ายตัดสิทธิเสรีภาพชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด
โดยเหตุแห่งการสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรี ตามมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (3) (5) อยู่ในมาตราเดียวกัน การพิจารณาความหมายของคำว่าต้องคำพิพากษาให้จำคุก ตามาตรา 182 (3) (5) ประกอบมาตรา 174 (5) จึงต้องพิจารณาเปรียบเทียบกัน เมื่อดูมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (3 ) บัญญัติให้ความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลง เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นยังไม่ถึงที่สุด หรืออยู่ระหว่างรอการลงโทษ แสดงว่ารัฐธรรมนูญ มีเจตนารมณ์ให้รัฐมนตรี หากต้องคำพิพากษาให้จำคุก ในขณะดำรงตำแหน่งต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทันทีแม้คำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด หรือคำพิพากษานั้นให้รอการลงโทษก็ตาม ขณะที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (5) บัญญัติไว้เพียงว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี ก่อนได้รับตำแหน่ง ไม่ได้มีถ้อยคำขยายลักษณะของการต้องคำพิพากษาให้จำคุก ดังเช่น มาตรา 182 (3)
การเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (5) จึงเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไข เงื่อนเวลา ของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แม้จะถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (5) การพิจารณาความหมายของการเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (5 ) จึงต้องมีความหมายต่างจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (3) เพราะมีการบัญญัติคำขยายที่ต่างกัน เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (5) ประกอบมาตรา 174 (5) ไม่ได้มีคำขยายความว่า
”การเคยต้อง”คำพิพากษาให้จำคุก รวมถึงกรณีคำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด หรือรวมถึงศาลให้รอการลงโทษไว้ด้วย การเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (5) ประกอบมาตรา 174 (5) จึงต้องหมายความว่าให้จำคุกจริงเท่านั้น
เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่า การเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 174 (5) หมายความรวมถึง กรณีการที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกโดยรอการลงโทษไว้ด้วย การพิจาณาการเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ตามรัฐธรรมนูญ 174 (5 ) จึงต้องเป็นกรณีที่จำคุกจริง ไม่ได้ความว่าเป็นกรณีที่ศาลรอการลงโทษไว้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีหมายเลขแดงที่อม. 10/2552 ลงวันที่ 30 กันยายน 52 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี จึงถือไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ตามรัฐธรรมนูญ 174 (5) ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายวราเทพ ไม่สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (3 ) (5) ประกอบมาตรา 174 (5)
ด้านนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า สำหรับตุลาการเสียงข้างน้อย 3 เสียง ประกอบด้วย นายนุรักษ์ มาประณีต นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี และนายจรัญ ภักดีธนากุล โดยทั้งหมดเห็นว่า ต้องหมายรวมถึงโทษการรอลงอาญา รวมถึงต้องดูเจตนารมณ์ของถ้อยคำในข้อกฎหมาย ขณะที่เสียงข้างมากแม้จะเห็นว่ากฎหมาย มีเจตนาให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องพ้นโทษจำคุกมาไม่ถึง 5ปี แต่การจำคุกนั้นต้องเป็นการจำคุกจริง ไม่ใช่การรอลงอาญา
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนที่ศาลจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการหารือร่วมกันนานกว่า 2 ชั่วโมง โดยได้มีการพูดคุยในประเด็นและข้อกฎหมาย มาตรา 182 และ 174 ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติข้อความไว้ที่แตกต่างกัน ซึ่งตุลาการฯเสียงข้างน้อย 3 เสียง เห็นว่า บุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีราคี ไม่ควรที่จะต้องมีคดีติดตัวมาก่อน โดยตุลาการ 2 ใน 3 เสียง นี้ เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญและทราบถึงเจตนารมณ์ เป็นอย่างดี แต่ตุลาการเสียงข้างมาก ควรพิจารณาตีความเพียงตัวบทกฎหมายที่บัญญัติไว้เท่านั้น
"วราเทพ"ขอบคุณศาลรธน.เสียงข้างมากเผยมั่นใจมาตลอด
นายวราเทพ ลงมาจากห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ1 ทำเนียบรัฐบาลหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ไม่ขาดคุณสมสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยนายวราเทพมีสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวว่า ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะมั่นใจมาตั้งแต่ต้นว่ามีความบริสุทธิ์ และมีความตรงไปตรงมาตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติก่อนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นการดีในเรื่องของความไม่กังวลในการทำหน้าที่อีกต่อไป
“ขอขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก ได้วินิจฉัยในเรื่องนี้และตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญในข้อขัดแย้งอย่างเคร่งครัด และให้เป็นบรรทัดฐาน ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าการตีความรัฐธรรมนูญอาจจะมีการมองได้หลายมุม อย่างไรก็ตามเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเป็นที่ยุติแล้วก็จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป ต่อจากนี้ก็จะทำงานต่อไป ตามที่นายกรัฐมนตรีจะได้มอบหมายงาน และตามภาระหน้าที่ที่ได้รับไว้ และมีเวลาที่จะสามารถทำงานได้เต็มที่มากขึ้น”นายวราเทพ กล่าว
นายวราเทพ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้กรุณาเลือกตนเข้ามาในตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เชื่อมั่นว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เกิดจากการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการทุจริต ถึงแม้ว่าจะเรียกข้อกล่าวหาว่าเป็นเรื่องทุจริตหวยบนดินก็ตาม ซึ่งคำว่าทุจริตจึงทำให้ถูกมองในแง่ลบ ทั้งนี้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็วินิจฉัยมาชัดเจนว่าไม่ได้มีในเรื่องของผลประโยชน์ และโครงการหวยบนดินก็เป็นโครงการที่ทำประโยชน์แก่เด็กนักเรียนที่ยากจน แต่เป็นเรื่องการตีความข้อกฎหมายว่าการทำได้หรือไม่ได้ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่เท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าเป็นคนละเรื่องกันถึงแม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง แต่ตำแหน่งที่ว่างไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
จากนั้นนายวราเทพ ได้ยกมือไหว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจครับ และเมื่อผู้สื่อข่าวแซวว่า สบายใจแล้วสินะทีนี้ นายวราเทพ ตอบว่า ก็ไม่ได้กังวลใจอะไร ก็มั่นใจมาตลอด
เมื่อถามว่า วันนี้ไหว้พระอะไร นายวราเทพ กล่าวว่า ไว้ทุกพระที่นับถือ จากนั้นนายวราเทพก็เดินขึ้นไปยังห้องทำงานทันที โดยมีคนรู้จักมาแสดงความยินดีด้วยจำนวนหนึ่ง อาทิ นายไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ฯ



