
เอะอะอะไรก็โทษการเมือง
เอะอะอะไรก็โทษการเมือง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]
ระยะนี้อะไรกระทบกระทั่งกันนิดหน่อย เป็นเรื่อง "การเมือง" ไปหมด ตั้งแต่กำนันเป๊าะถูกรวบตัวได้ รถนักข่าวโดนคมกระสุนยามดึกไม่มีคนเห็นก็โทษการเมือง ดูเหมือน "การเมือง" จะมีลักษณะใกล้เคียง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "แพะ" เข้าไปทุกที
ผมเห็นเช่นนี้ไม่ใช่จะมา "อวย" หรือ "เอาใจ" นักการเมือง และเชื่อว่าบางเรื่องดูไปก็เป็นเรื่องการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น เรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่กำลังจะมาถึง กรณีโรงพักร้างทั่วประเทศ หรือกรณีนิรโทษกรรม อะไรต่อมิอะไรที่พูดกัน แต่บางเรื่องไม่ควรเป็นเรื่องการเมืองก็ไม่อยากให้โยงไปโดยไม่จำเป็น
ในคดีของ "กำนันเป๊าะ" ผมมองว่า คดีทั้งเรื่องบ่อกำจัดขยะเขาไม้แก้ว และคดีจ้างวานฆ่า "กำนันยูร" นั้นถึงที่สุดแล้ว การเข้าดำเนินการจับกุมจำเลยผู้หลบหนีคดีเป็นสิ่งที่ตำรวจกองปราบทำไปตามหน้าที่ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาล และอาจเชื่อมโยงไปถึงบุคคลซึ่งให้การอุปการะคุ้มครอง ที่ต้องมาไต่สวนทวนความกันบ้างว่าเป็นใครอย่างไรเพื่อมารับปันโทษทัณฑ์ไปตามฐานานุรูป ซึ่งถ้าตำรวจ "ไม่ทำ" นั่นต่างหากที่ควรเป็นเรื่องการเมือง ส่วนจับได้แล้วกำนันจะนอนห้องขังหรือนอนโรงพยาบาลก็เป็นเรื่องที่มดหมอต้องรับผิดชอบ ถ้าใครรับรองว่า "ป่วยหนัก" ก็ต้องป่วยจริงและต้องรับผิดชอบในการรับรองของตนไปตามครรลอง
ส่วนที่มองกันว่าเรื่องนี้จะต่อสายไปถึงการ "ปรับคณะรัฐมนตรี" หรือ "การหักกันภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)" ก็คิดได้ แต่อย่าฟุ้งกันเกินไปจากโลกแห่งความเป็นจริง เพราะทีมการเมืองคนสำคัญของกำนันเป๊าะซึ่งมีลูกชาย คือ นายสนธยา คุณปลื้ม ดูแลกระทรวงวัฒนธรรมอยู่นั้น ไม่ใช่กระทรวงอุดมผลประโยชน์เหมือนอย่างบางกระทรวงที่นักการเมืองจ้องตาเป็นมัน ถ้าจะมายื้อแย่งกันกระทั่งต้องลงทุนจับกำนันเป๊าะไว้เป็นหลักประกันหรือต่อรองกันคงเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วแปร่งๆ ชอบกล
ผมว่ามันไม่น่าจะใช่ ยิ่งโยงใยไปถึงเรื่อง "นิรโทษกรรม" ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะข้อที่หนึ่ง กำนันเป๊าะ ยังไม่ได้รับโทษมาก่อน และเพิ่งถูกจับกุมได้ยังไม่ถึงสัปดาห์ ในขณะที่สาระของกฎหมายนิรโทษกรรม เจตนารมณ์นั้นเป็นเรื่องทาง "การเมืองชัดๆ" เพราะเป็นการนิรโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องสัพเพเหระทางด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น การออกจากเคหสถานในเวลาเคอร์ฟิว ชุมนุมในเวลากฎหมายสั่งห้าม คนละเรื่องกับคดีอาญาของกำนันเป๊าะ ซึ่งเมื่อเป็นอาญาแผ่นดิน ใครก็รู้กันดีว่า ไม่อาจยอมความได้ ซึ่งกระบวนการถัดจากนี้หลังกำนันเป๊าะรับโทษไประยะหนึ่ง หากทำคุณงามความดี และสำนึกในความผิดก็อาจดำเนินการ "ขอพระราชทานอภัยโทษ" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องการเมืองอย่างที่คิดๆ กัน
หากอะไรก็โทษการเมือง วันข้างหน้าใครเหยียบเปลือกกล้วยบนถนน ลื่นล้มไปกระแทกรถนักการเมืองหัวร้างข้างแตกก็อาจโทษได้ว่า "นักการเมืองเอารถมาประทุษร้าย" สังคมนี้คงจะวุ่นวายสับสนอลหม่านกันยิ่งนัก ไม่ต่างกับกรณีแนวคิดจะให้คดีอาญายอมความกันได้ ที่เคยได้ยินคนไม่เข้าใจกฎหมายชอบพูดๆ กัน แต่อาจไม่เข้าใจว่า กระบวนการในการ "ยกฟ้องคดีอาญา" ไม่ว่าจะ กฎหมายประมวล (civil law) หรือ กฎหมายจารีตประเพณี (common law) ต่างเห็นตรงกันว่า ในคดีอาญาต้องยอมถ่ายโอนอำนาจการพิจารณามาอยู่ใน "เงื้อมมือของรัฐ" เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากปล่อยให้เอกชนยอมความกันได้ในคดีอาญา สังคมจะเกิดการใช้อำนาจ ทั้งบีบเค้น ต่อรองกับฝ่ายผู้เสียหายเพื่อให้ "ยอมความ" ลองคิดดูว่าถ้าเป็นแบบที่ว่านี้ ศาล หรือ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาคงสับสนอลหม่านดูไม่จืดกันแน่แท้ สรุป อะไรคือ การเมือง ก็ว่าไปเป็นเรื่องๆ แต่อย่าโยงทุกเรื่องให้เป็นเรื่องการเมืองเลยครับ เพราะจะกลายเป็น "เกมการเมือง" อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ
.........
(หมายเหตุ :เอะอะอะไรก็โทษการเมือง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/twitter@DoctorAmorn)



