
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ : เลียบค่าย โดยช้างพลาย
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน "ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร" เดินหน้าชนกรณีพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ธีรยุทธ เกตุมั่งมี สว.สส.สภ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงาน พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผช.ผบ.ตร. ลงพื้นที่สอบสวนเพิ่มเติม
เจ้าของฉายา "จรัมพร on ทุกเหตุ" ไม่รอช้านำทีมพิสูจน์หลักฐาน และสื่อมวลชนหลายชีวิตขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปตรวจสอบเพื่อคลายข้อกังขาที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้เคยคิดตั้งข้อสังเกตว่า "หัวหน้าอุทยาน" พูดทำนองว่า การสั่งไม่ฟ้อง "สารวัตรกบทูด" เพียงแค่คนเดียว ส่วน "ผู้ถูกกล่าวหา" คนอื่นๆถูกสั่งฟ้องหมด
จงใจและเจตนาช่วยเหลือพวกเดียวกัน !
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมถึงสั่งไม่ฟ้องเพียงแค่คนเดียว ทำให้คิดตั้งข้อสังเกตไปต่างๆ นานาว่าหลักฐานคงไม่ชัดเจน หรือไม่มีการซัดทอดจากผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ
ตั้งข้อสังเกตอีกว่า หาก "ผู้เกี่ยวข้อง" กับการสอบสวนจงใจและเจตนาช่วยเหลือพวกเดียวกัน เหตุใดถึงกล้าช่วยเหลือ แล้วทำไมไม่ช่วยเหลือทั้งหมด
สุดท้ายการตั้งข้อสังเกตทั้งหมดข้างต้นก็ได้รับคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนหลังจากลงพื้นที่ซึ่งเป็นจุดที่ควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด พบว่าข้าวของเครื่องใช้บางส่วนยังมีหลงเหลืออยู่
"หลักฐานสำคัญ" ภาพจากกล้องถ่ายรูป รวมถึงภาพจากกล้องวิดีโอ ซึ่งบันทึกภาพโดยผู้ถูกกล่าวหา ถูกนำมาตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ทราบถึงวันเวลาในการบันทึกภาพชัดเจน
ยกตัวอย่างภาพ "สารวัตรกบทูด" วอร์มร่างกายภายในเขตอุทยาน ภาพช่วยซ่อมเรือซึ่งภายหลังถูกยึดเป็นของกลาง และภาพขณะกำลังปรุงอาหาร
ตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานเพียงแค่นี้อาจไม่ใช่ทั้งหมดก็น่าจะเพียงพอสั่งฟ้อง
เหตุผลใดก็แล้วแต่ที่สารวัตรกบทูดอ้างเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นก็เป็นสิทธิ แต่พฤติการณ์ที่ปรากฏตามภาพเชื่อได้ว่าร่วมกันบุกรุก และร่วมกันล่าสัตว์ในเขตอุทยาน
อีกทั้งน่าจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกคดี เพราะตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแล้วจับกุมผู้กระทำความผิดทุกพระราชบัญญัติ แต่กลับละเว้นและกระทำความผิดเสียเอง !!



