ข่าว

เหยื่อทุนนิยม

เหยื่อทุนนิยม

01 ก.พ. 2556

เหยื่อทุนนิยม : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดยประภัสสร เสวิกุล

                ข่าวคราวเรื่องสมภารเซ้งวัด หรืออธิการบดีจะขายโรงเรียน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน และทำให้หลายคนอดที่จะถามตัวเองไม่ได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา และในโรงเรียนเก่าแก่ที่เป็นเสมือนตำนานแห่งการศึกษาของประเทศไทย

                คำตอบที่เราท่านได้รับตรงกันก็คือ เมืองไทยได้ตกอยู่ภายใต้ลัทธิทุนนิยมอย่างสุดตัว เป็นทุนนิยมที่ถือเอาอำนาจเงินเป็นใหญ่ และคำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งความถูก-ผิด กรณีของวัดใน จ.นครปฐม เป็นเรื่องของการประกอบธุรกิจโดยขาดความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดแก่บุคคลอื่น

                ถึงขนาดท่านเจ้าอาวาสอดทนต่อไปไม่ไหวต้องปิดป้ายประกาศขายวัดเพื่อหนีความเดือดร้อนที่ได้รับ ซึ่งการทำการค้าขายโดยไม่คำนึงถึงคนอื่นนี้เรามักจะเห็นกันจนกลายเป็นเรื่องที่ชาชิน ไม่ว่าอู่รถยนต์ที่ลงมือซ่อมรถกันบนทางเดินเท้าหน้าอู่ ร้านอาหารและร้านขายของที่ตั้งแผงกันบนทางเท้า จนคนต้องไปเดินริมถนน การเทน้ำเสียจากร้านอาหารลงในท่อระบายน้ำ หรือการจอดรถทัวร์ รถตู้ ตามถนนหนทางจนกีดขวางทางจราจร คนไทยนั้นมีนิสัยทำอะไรตามใจคือไทยแท้มาแต่ไหนแต่ไร และมักจะถือว่าของสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ป้ายรถเมล์ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ โคมไฟข้างถนน สายไฟฟ้า ฯ เป็นของที่ตนจะสามารถใช้สอยได้เต็มที่

                ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นป้ายรถเมล์บางแห่งถูกใช้เป็นที่ตากผ้าผ่อนหรือหุงหาอาหาร ตู้โทรศัพท์กลายเป็นที่เก็บของของพ่อค้าแม่ค้า โคมไฟถูกใช้เป็นเป้ายิงหนังสติ๊ก และสายไฟฟ้าก็มีคนเห็นแก่ได้ลักตัดไปลอกเอาทองแดง ซึ่งต่างจากต่างประเทศส่วนใหญ่ ที่คนของเขามักจะช่วยกันดูแลทรัพย์สินสาธารณะให้อยู่ในสภาพที่ดีและใช้งานได้นานๆ

                การบูมของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเขตใจกลางกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ทำให้นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แข่งขันกันแสวงหาที่ดินผืนใหญ่ที่ทำเลดีๆ เช่นอยู่ติดแม่น้ำ ใกล้ถนนสายหลัก หรือแนวทางเดินรถไฟฟ้า-รถใต้ดิน เพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย หรือศูนย์การค้า กันจ้าละหวั่น และเงินจำนวนมหาศาลกับเงื่อนไขทางผลประโยชน์ที่ประเมินค่าไม่ได้ ก็อาจทำให้ผู้มีหน้าที่ในการดูแลที่ดินดังกล่าวเกิดความไขว้เขวทางความคิดได้เหมือนกัน โดยลืมนึกถึงคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้น ทั้งๆ ที่คุณค่าดังกล่าวไม่สามารถที่จะซื้อหาได้ไม่ว่าจะใช้เงินสักกี่หมื่นกี่แสนล้านก็ตาม

                เวลาที่คนไทยเดินทางไปฮานอย จาการ์ตา ปีนัง หรือสิงคโปร์ เรามักจะตื่นเต้นชื่นชมกับการที่ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นสามารถรักษาอาคารเก่าๆ ไว้ในสภาพที่ดี ทำให้มองย้อนกลับไปถึงความเป็นมาในประวัติศาสตร์ของชาติเหล่านั้นได้อย่างแจ่มชัด แต่เมืองไทยของเรานิยมการลบล้างของเก่าแล้วสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นแทนที่ จนกรุงเทพฯ ซึ่งมีอายุอานามไล่เลี่ยกับเมืองเหล่านั้น แทบจะไม่มีอาคารคลาสสิกเช่นนั้นหลงเหลืออยู่

                ทุนนิยมทำลายการเมือง ทำลายการปกครอง ทำลายสังคม ทำลายวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทยมามากมายแล้ว อย่าปล่อยให้มันทำลายวัด และทำลายโรงเรียนของเราเลยครับ