
เมืองที่เดินได้(Walkable City)
เมืองที่เดินได้(Walkable City) : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ความจริงเคยเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่อาจจะเขียนเรื่องนี้ในยุคที่ยังไม่เป็นที่ตื่นเต้นมากนัก เลยขออนุญาตนำเอาเรื่องนี้มาเขียนอีกสักครั้ง
แต่ก็คิดว่าเขียนไปก็คงจะเงียบเข้ากลีบเมฆเช่นเคย เพราะว่าแนวคิดที่จะกล่าวถึงนี้ต้องการการทำความเข้าใจพอสมควร
จะว่าเห่อตามฝรั่งเสียเลยคงทำได้ยาก เพราะว่าถ้าถอดเอาความคิดเขามาตรงๆ ก็คงจะกลายเป็นดาบสองคมที่อันตรายมิใช่น้อย
เรื่องที่จะเขียนนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระแสการแข่งขันเชิงบุคลิกภาพ (personality contest) ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทั้งหลาย โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนพยายามขี่จักรยานและเข้าถึงกลุ่มที่ออกมารณรงค์ขี่จักรยาน
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระบวนการ "เดินหาเสียง" ในช่วงนี้
ประเด็นที่ผมต้องการเสนอก็คือ เอาเข้าจริงยังมีการเสนอที่น่าสนใจในเรื่องของการเคลื่อนที่ในเมืองที่เพิ่มไปจากเรื่องของเมืองจักรยาน และการขนส่งมวลชนแบบใหม่
นั่นก็คือ การทำเมืองให้เดินได้ และการดูว่าเมืองแต่ละเมืองมีความสามารถในการส่งเสริมให้เกิดการเดินได้มากน้อยแค่ไหน (walkability)
ซึ่งเรื่องนี้น่าสนใจว่า ถ้าคนในเมืองสามารถเดินได้แบบ "สบายๆ" ก็จะทำให้คนนั้นสุขภาพดี และราคาที่ดินก็เพิ่มขึ้นด้วย
ผมเองก็แปลกใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่น่าสนใจ ขณะที่คนจำนวนมากกลับสนใจที่จะขี่จักรยานและเรียกร้องให้คนสนใจจักรยานในนามของสุขภาพ ทั้งที่การเดินนั้นถูกกว่าตั้งเยอะ และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นที่ตัวเองอยู่เสียอีกมากมาย
เขียนแบบนี้ไม่ใช่จะมาหักอารมณ์แง่งามของใคร แต่ขอพูดในนามของพลเมืองที่เดินทางด้วยจักรยานอยู่แล้ว และเดินทางโดยจักรยานยนต์ การขนส่งสาธารณะ และรถยนต์ด้วย
ก็แค่อยากจะบอกว่า ถ้าจะเอาให้สุดๆ ก็ควรจะนำเสนอเรื่องของการพูดเรื่องการเดินได้ของคนในเมือง แล้วก็ดูว่า แต่ละเขตของ กทม. นั้นเขตไหนเดินได้มากที่สุด
เรื่องนี้ไม่ง่ายนะครับ เพราะเราไม่ได้คิดง่ายๆว่า เมืองที่เดินได้ หมายถึง เมืองที่โล่งโปร่งเท่านั้น ในความหมายของการเคลียร์ทางเท้าทั้งหมด
แต่เมืองที่เดินได้หมายถึง เราสามารถเดินจากที่พักอาศัยของเรา ไปยังสิ่งอำนวยความสะดวกได้ไม่ยากนัก ไม่เกินหนึ่งไมล์เป็นต้น
เรื่องนี้เป็นแนวโน้มใหม่ในประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว และเขาก็จะเชื่อมต่อสิ่งนี้เขากับความสามารถในการเข้าถึงการขนส่งมวลชน และ การขี่จักรยานไปทำงานด้วย ไม่ใช่แค่ขี่จักรยานพักผ่อนเท่านั้น
และเขาพิสูจน์ว่าเมืองที่เดินไปถึงที่โน่นที่นี่นั้น ก็จะเป็นเมืองที่ที่ดินราคาแพงเพราะใครๆ ก็อยากมาอยู่ ไม่ใช่ต้องทำงานหนักไปเข้าฟิตเนส หรือทำงานหนักเพื่อหาเวลาไปขี่จักรยานสักวันหนึ่ง
นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้ที่ดินแบบผสม เพื่อทำให้เมืองน่าอยู่มากกว่าแยกที่ดินออกไปเป็นโซนที่ทำให้บางพื้นที่นั้นไม่ถูกใช้สอยในหลายเวลา และก็น่ากลัว
ส่วนวาทกรรมว่าเมืองเราร้อนจนเดินไม่ได้นั้นไม่จริง เพราะว่า สิงคโปร์ก็ร้อนกว่าเราเขาก็ยังเดิน และมีระบบการออกแบบที่เดินถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ เพราะเขามีต้นไม้ และมีการคำนึงถึงทิศทางลม
นอกจากนั้นต้องเข้าใจด้วยว่าเมืองอย่างเราที่ร้อนนั้นไม่ใช่ร้อนโดยธรรมชาติ แต่ร้อนเพราะหลายคนเปิดแอร์แล้วทำให้ลมร้อนระบายออกมาด้วย
และถ้าเราถอดเรื่องนี้ออกมาเป็นสังคมบ้านเรา ก็จะทำให้เราต้องคิดด้วยว่า เศรษฐกิจเล็กๆ บนถนนนั้นก็สำคัญต่อการเดิน ไม่ใช่ให้ทุกคนออกจากถนน เพราะสุดท้ายเราก็ต้องการเข้าถึงบริการเหล่านั้นเช่นกัน แต่คงต้องมาตกลงกันให้อยู่ได้และเดินได้ด้วย
เรื่องแบบนี้เป็นการเรียกร้องโดยคำนึงถึงคนทั้งหมดและคิดถึงเมืองทั้งเมือง ไม่ใช่แค่กลุ่มพวกเดียวครับผม



