ข่าว

ปชป.หวั่นเสื้อแดงชุมนุมสร้างเงื่อนไขไม่สงบรอบใหม่

ปชป.หวั่นเสื้อแดงชุมนุมสร้างเงื่อนไขไม่สงบรอบใหม่

31 พ.ค. 2552

“ปชป.”หวั่น"ม็อบเสื้อแดง"ชุมนุม อาจนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขเหตุไม่สงบรอบใหม่ วอน เสื้อแดงอย่าเผาเมืองรอบ 2 อีก "เทพไท” ชี้ "นายกฯ"ระบุประเทศจะมีความรุนแรง ไม่ได้เป็นปากพาจน ระบุเป็นแค่ความห่วงใยบ้านเมือง แขวะงานครบรอบยุบทรท.แค่งานเชงเม้งทางการเมือง

(31พ.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนวิจารณ์รัฐบาลว่าประสบความล้มเหลวในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ว่า ในขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ นักลงทุนก็ส่งสัญญาณดีขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้การเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศเกาหลีใต้ของนายกฯ ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม พรรคเชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.เพื่อให้การการลงทุน เกิดการจ้างงานเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ซึ่งยังไม่น่าห่วงใยเท่ากับเงื่อนไขของความไม่สงบที่หลายฝ่ายยังมีการสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกมาปฏิเสธการร่วมกระบวนการสมานฉันท์หลายวิธีทาง ทั้งนี้ประชาชนเริ่มมีความกังวลต่อความไม่สงบทางการเมืองซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า ตนมองว่ายังมีกระบวนการ 3 แนวทางของผู้ที่เกี่ยวข้องยังดำเนินการอยู่คือ 1. แนวทางการปฏิเสธการการทำงานของคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงในช่วงเดือนเมษายน มองว่าแม้จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ยังมีการเคลื่อนไหวไม่ยอมรับในผลการตรวจสอบนำข้อมูลไปบิดเบือน 2. กระบวนการออกมาปฏิเสธการดำเนินการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบของการปลุกระดมมวลชน มีกระบวนการโจมตีอัยการและพนักงานสอบสวนด้วย และ 3. การปฏิเสธการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนเป็นการเสนอข่าวที่บิดเบือน และสร้างสื่อเทียมในการใช้ปลุกระดม การเปิดตัวหนังสือพิมพ์ของเสื้อแดง เป็นชนวนให้คนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งสอดรับกับแผนการใช้สื่อใต้ดินร่วมกับเครือขายต่างประเทศที่เผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์นานาชาติ เป็นการใช้ข้อมูลในเชิงรุกเพื่อปลุกระดมสร้างความขัดแย้ง

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า พรรคมีความวิตกต่อสถานการณ์ดังกล่าวที่อาจนำไปสู่ทางตันอีกครั้งหนึ่ง พรรคอยากเรียกร้องไปยังกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่ส่งสัญญาณเตรียมเล่นการเมืองนอกสภาอีกครั้ง ทั้งการพูดถึงความพร้อมในการไล่รัฐบาลนอกสภาของพรรคเพื่อไทยบางคน หรือการที่นปช.ออกมาประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ 4 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป พรรคหวังว่าจะเป็นไปโดยสงบไม่เผาบ้านเผาเมืองเหมือนครั้งที่แล้ว ทั้งนี้การที่นายกฯ ได้แสดงความห่วงใยพราะไม่อยากเห็นความขัดแย้งในบ้านเมือง จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทั้งนปช.และพรรคเพื่อไทยให้โอกาสประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้การพิจารณาโครงการต่างๆ พรรคยืนยันว่จะยึดหลักความรอบคอบ โปร่งใส ความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งโครงการรถเมล์ 4 พันคัน โครงการปฏิรูปที่ดิน และการระบายสินค้าเกษตร พรรคยึดหลักรักษาประโยนชน์ส่วนรวม และบางโครงการที่ล่าช้าเพราะขณะนี้กำลังเตรียมข้อมูลเรื่องตัวเลขเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณชนทั้งก่อนและหลังการพิจารณาของครม.

“เทพไท”ชี้ "นายกฯ"ระบุประเทศจะมีความรุนแรงไม่ได้เป็นปากพาจน

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า อาจจะมีความรุนแรงและมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดที่จะก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในช่วงนี้ ว่า ข้อมูลของนายกฯ เป็นข้อมูลที่ได้รับการายงานจากสำนักข่าวกรองคิดว่าเป็นแหล่งข่าวเชื่อถือได้ แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยพูดมาสิ่งที่นายกฯ แสดงคงวามห่วงใยเป็นการพูดที่ปากพาจนนั้น นายกฯ ได้แสดงความห่วงใยด้วยถ้อยคำสุภาพ พูดจาด้วยความห่วงใยบ้านเมืองจริงๆ เป็นสุภาพบุรุษ ตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมจะเห็นว่านายกฯ ไม่เคยพูดด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ไม่เคยแสดงความถ่อยเหมือนนักการเมืองบางคน ดังนั้นการยัดเยียดว่าปากพาจนให้นายกฯ เป็ฯเรื่องไม่ถูกต้อง หรือเพราะตัวเองเป็นคนปากพารวยคือ พูดครั้งหนึ่งก็ได้เงินทีหนึ่ง ไม่อยากให้เอาความสุขของตัวเอง ใช้ปากทำมาหากินบนความบอบช้ำของประเทศแล้วไปยัดเยียดความเสียหายให้คนอื่น

 "การพูดหลายอย่างเพื่อดิสเครดิตนายกฯ เช่น การที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าการพูดว่าเสื้อแดงจะเผาเมืองอีกครั้งหนึ่ง เป็นคำพูดที่มักง่ายนั้น ผมคิดว่าคำพูดนี้ไม่ใช่มักง่ายแต่ต้องการให้สังคมเห็นว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของเสื้อแดงเป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพราะตั้งแต่เหตุการณ์ 13 เม.ย.แกนนำก็ปลุกระดมคนเสื้อแดงให้เผาบ้านเผาเมืองจริง แต่สุดท้ายแกนนำก็ไม่รับผิดชอบ ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องของมือที่สาม หรือแดงเทียม"นายเทพไท กล่าว

 นายเทพไท กล่าวต่อว่า พรรคและรัฐบาลได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่หลังเหตุการณ์วันที่ 13 เม.ย.ว่าความรุนแรงจะมีอยู่ต่อไป โดยสังเกตจาก 1. หลังวันที่ 13 เม.ย. นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดง ได้ประกาศลุกขึ้นสู้ใช้อาวุธและความรุนแรง 2. การให้สัมภาษณ์ของสาชิกพรรคเพื่อไทย และบ้านเลขที่ 111 บางคนว่าถ้ารัฐบาลลงพื้นที่ไปตรวจราชการในต่างจังหวัดจะมีการต่อต้านทำร้ายหรือยิงหัว 3. มีความพยายามทำสงครามสื่อ โดยการสร้างสื่อเทียมขึ้นมาทั้งดีสเตชั่น เรดนิวส์ และการเผยแพร่ข่าวสารทางเอ็มวี 5  4. มีการนัดชุมนุมแกนนำทั้งคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และบ้านเลขที่ 111 ในสถานที่ต่างๆ เป็นประจำเพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดเวลา 5. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต และกลับมาประกาศศักดาความเคลื่อนไหวที่จะกดดันรัฐบาลทั้งในและนอกสภา และ 6. กลุ่มนปช.ประกาศว่าจะชุมนุมอีกในวันที่ 27 มิ.ย.โดยใช้เงื่อนไขเดิมๆ คือการทำลายระบอบอำมาตยาธิปไตย และขับไล่รัฐบาล ทั้งที่เงื่อนไขทั้งสองข้อนี้จบสิ้นไปแล้ว

 "ทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการจะล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ได้ โดยมีการประกาศแผนบันได 3 ขั้น ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งผมขอเตือนให้ระวังว่าบันไดจะหักลง และคนเหล่านี้ที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดก็อาจจะตกหัวคมำลงมาได้ ” นายเทพไทกล่าว

 โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า การที่กลุ่มคนเหล่านี้พยายามอ้างว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ตนคิดว่าสังคมคงไม่เชื่อ เพราะพฤติกรรมจะเห็นว่ามีการติดต่อกับพ.ต.ท.ทักษิณตลอดเวลา ในการประชุมต่างๆ ก็จะให้พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามา เหมือนคนขาดความอบอุ่น หลงใหลกับภาพพ.ต.ท.ทักษิณเห็นได้จากการที่ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ คือ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริง อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นการเคลื่อนไหวที่ประสานกันทั้งภายในประเทศของกลุ่มคนเหล่านี้ และการเคลื่อนไหวในต่างประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณในลักษณะที่แยกกันเดินรวมกันตี ซึ่งทั้งหมดนี้ตนไม่แน่ใจว่าใครจะได้ใครจะเสีย ใครจะแพ้หรือชนะ แต่ที่แน่ๆ ผู้แพ้คือประเทศชาติ ตนอยากวิงวอนให้คนเหล่านี้คิดถึงความอยู่รอดของชาติ เพราะอย่างน้อยคุณก็ยังมีชีวิตอยู่และยังอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยต่อไป

 นายเทพไท  กล่าวถึงกรณีที่มีการนักชุมนุมครบรอบการยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวาน ( 30 พ.ค.) ว่า มีผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาร่วมงานหลายคน และพูดถึงประเด็นทางการเมือง ซึ่งตนคิดว่าเป็นปกติในการชุมนุม เรียกได้ว่าเป็นงานเชงเม้งทางการเมือง เพราะผู้ถูกตัดสิทธิเหล่านี้มาร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของตัวเองที่ทำผิดกฎหมาย และพยายามใส่ร้ายรัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อให้สังคมเห็นว่านี่คืออุปสรรคและเงื่อนไขที่ขัดขวางให้คนเหล่านี้เข้าสู่การเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตนคิดว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ได้พัฒนาและอุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญปี 40 โดยผ่านประชามติของประชาชน การที่คนเหล่านี้จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญอย่างสาดเสียเทเสียนั้น ก็อยากให้ไปดูเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนซึ่งเป็นที่มาของการยอมรับรัฐธรรมนูญปี 50 ด้วย