
แพนด้าน้อยหลุดมือแม่ร่วงพื้นดีไม่มีแผล
แพนด้าน้อยโตไว น้ำหนักขึ้น หู-ตาดำเร็วกว่าปกติ อีก 45 วันลืมตาได้ ส่วนเจ้าหลินฮุ่ยอุ้มลูกจนเมื่อย ต้องยอมให้ จนท.นวด พลาดทำลูกหลุดมือ ขณะที่อดีต ปธ.กก.องค์การสวนสัตว์มั่นใจขอยืดเวลาให้ แพนด้าน้อย อยู่ไทยได้มากกว่า 2 ปีไม่น่ามีปัญหา แต่ติงยิ่งคืนช้าทำให
ยังคงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป หลังหลินฮุ่ยให้กำเนิดแพนด้าน้อย ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 31 พฤษภาคม ทีมสัตวแพทย์ไทย และนายเว่ย หมิง ผู้เชี่ยวชาญศูนย์เพาะพันธุ์หยาอัน เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ได้นำแพนด้าน้อยออกมาจากอ้อมอกแม่ เพื่อนำไปตรวจสุขภาพภายในตู้อบ พบว่าครั้งนี้แพนด้าน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น จึงสามารถนำตัวมาตรวจสุขภาพในตู้อบได้นานกว่า 5 นาที หลังจากนั้นนายธนภัทร พงษ์ภมร ผอ.สวนสัตว์เชียงใหม่ พร้อมทีมสัตวแพทย์ ร่วมกันแถลงข่าวสุขภาพของแพนด้าน้อย
นายธนภัทร กล่าวว่า การแยกตัวแพนด้าน้อยออกจากหลินฮุ่ยวันนี้ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ด้วยการนำแอปเปิ้ลไปหลอกล่อหลินฮุ่ย จึงแยกตัวออกมาได้สำเร็จ ซึ่งหลินฮุ่ยลุกขึ้นเดินตาม แต่ไม่ได้มีท่าทีหวาดระแวงแต่อย่างใด คาดว่าจะเริ่มเคยชินการแยกที่ทำมาแล้ว 3-4 ครั้ง ผลการตรวจแพนด้าน้อย วัดลำตัวยาว 18 เซนติมตร ถือว่าเพิ่มขึ้น 0.5 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักเพิ่มเป็น 260 กรัม เพิ่มขึ้นมา 25 กรัม จากการชั่งสองวันก่อนที่วัดได้ 235 กรัม หางยาว 6 เซนติเมตร เพิ่ม 0.5 เซนติเมตร ความยาวขาเท่าเดิม 6.5 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรง ดิ้นแรงและร้องเสียงดัง สีใบหู รอบดวงตา ขา 4 ข้าง และปลายจมูก เริ่มมีสีเทาดำอย่างเห็นได้ชัด ถือว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นมาก
นายเว่ย หมิง กล่าวว่า ต้องถือว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอยู่ในปริมาณค่อนข้างมาก เรียกว่ามีพัฒนาการที่ดีกว่าแพนด้าน้อยทั่วไป ซึ่งน่าจะเป็นเพราะได้ดื่มนมแม่ในปริมาณที่เพียงพอบวกกับน้ำหนักแรกเกิดที่มีมาก ซึ่งอีกประมาณ 45 วัน แพนด้าน้อยจึงจะลืมตา
นายประเสริฐศักดิ์ บุญตระกูลพูนทวี หัวหน้าโครงการวิจัยและจัดแสดงแพนด้าในประเทศไทย กล่าวว่า แพนด้าน้อยทรงตัวดีขึ้นมาก หลังจากที่ทดลองปล่อยมือ มีแรงดิ้นตะเกียกตะกายแรงแสดงถึงสุขภาพที่ดี ตรวจร่างกายทั่วไปไม่พบร่องรอยการมีบาดแผลบาดเจ็บเนื่องจากแม่ รวมทั้ง ส.พญ.กรรณิการ์ นิ่มตระกูล สัตวแพทย์หญิงผู้ดูแลแพนด้า ได้เช็ดยาฆ่าเชื้อที่สะดือให้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากภายนอก
ทั้งนี้ ก่อนที่ทีมสัตวแพทย์จะแยกตัวแพนด้าน้อยจากแม่ เพื่อนำไปตรวจสุขภาพในตู้อบ ปรากฏว่าหลินฮุ่ย แม่มือใหม่ ซึ่งนั่งในท่าหลังพิงฝาเผลอทำลูกหลุดมือตกลงพื้น จากนั้นหลินฮุ่ยได้รีบก้มใช้ปากคาบลูกนำกลับมาอุ้มไว้ในอ้อมกอดอีกครั้ง แต่ทีมสัตวแพทย์นำแพนด้าน้อยไปตรวจสุขภาพตามปกติไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจร่างกายแพนด้าน้อยโดยรวมไม่พบร่องรอยบาดแผลใดๆ
ในส่วนของผู้เข้าชมแพนด้านั้น จากการสอบถามเจ้าหน้าที่จุดขายบัตรผ่านประตูเข้าชมแพนด้า พบว่าหลังแพนด้าน้อยคลอดเข้าสู่วันที่ห้ามีนักท่องเที่ยวเข้าชมประมาณ 600 คน คิดเป็นมูลค่าการจำหน่ายบัตรประมาณ 3.2 หมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม
เมื่อเวลา 10.45 น. วันเดียวกัน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา และอดีตประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ร่วมทีมเจรจากับจีนให้แพนด้าช่วงช่วง กับหลินฮุ่ย มาเป็นทูตสันถวไมตรีกับไทย เดินทางมาตรวจเยี่ยมแพนด้าน้อยที่ส่วนจัดแสดงแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่ โดยมีนายโสภณ ดำนุ้ย ผอ.องค์การสวนสัตว์ฯ และนายณรงค์ศักดิ์ สุนทรวสุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีมิเเน้นท์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมทีมสัตวแพทย์ผู้ดูแลแพนด้าพาเข้าไปตรวจเยี่ยมแพนด้าแม่ลูกภายในคอกเลี้ยง หลังการเข้าตรวจเยี่ยมแม่ลูกแพนด้า พล.อ.เลิศรัตน์ และคณะ ได้เปิดแถลงข่าวถึงสุขภาพของแพนด้าและโครงการสืบเนื่องของแพนด้า
นายโสภณกล่าวถึงสุขภาพของแพนด้าแม่ลูกหลังคลอดเป็นวันที่ห้าว่า หลินฮุ่ยกินอาหารได้ดีขึ้น โดยเฉพาะขนมปังไผ่และแอปเปิ้ล แต่ยังปฏิเสธไผ่และแครอท ตลอดคืนที่ผ่านมาแสดงอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หลังจากอุ้มลูกน้อยมาตลอด 4 วัน เจ้าหน้าที่ต้องช่วยนวดหลังและขาให้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลินฮุ่ยตอบรับด้วยการยื่นขาออกมาให้เจ้าหน้าที่นวด ส่วนแพนด้าน้อยนั้นส่งเสียงร้องดังตลอดคืน ความเปลี่ยนแปลงของแพนด้าน้อยที่สังเกตเห็นคือ พัฒนาการที่เพิ่มขึ้น เริ่มปรากฏขนสีดำบริเวณหูสองข้าง เริ่มมีสีเทาขอบตาเริ่มดำจางๆ ซึ่งถือว่าแพนด้าน้อยพัฒนาการได้เร็ว มีขนดำขึ้นตั้งแต่วันที่ห้า ซึ่งตามปกติจะขึ้นขนสีดำในวันที่เจ็ด และเจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนแพนด้าน้อยให้มาดูดนมที่เต้าด้านล่างของหลินฮุ่ยได้แล้ว
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นแพนด้าน้อยด้วยตัวเอง หลังจากเห็นช่วงช่วงและหลินฮุ่ยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และมีโอกาสเดินทางไปจีนกับ ผอ.โสภณ ก่อนหน้าที่ช่วงช่วงและหลินฮุ่ยจะมาที่ไทย 1 ปี โดยใช้เวลาเจรจานานถึง 2 ปี จึงได้แพนด้ามา การที่ประเทศจีนจะให้แพนด้าแก่ประเทศไหน นอกจากความสัมพันธ์ระดับรัฐมนตรีแล้ว ก็จะดูถึงบ้านที่แพนด้าจะมาอยู่ด้วยว่า สถานที่นั้นจะสมฐานะหรือไม่
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า คำถามที่คนสนใจมากคือ จะยื้อให้แพนด้าอยู่นานกว่าสัญญาได้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า การที่ประเทศไทยเลี้ยงดูแพนด้าคู่แรกอย่างสมเกียรติ ใส่ใจดูแลสุขภาพของเขาให้สมบูรณ์ ตลอดจนสามารถให้กำเนิดแพนด้าน้อยออกมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งแสดงถึงการเลี้ยงดูอย่างดีนั้น คิดว่าการที่จีนจะต่อสัญญาให้อีก 10 ปี ไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก
"สำหรับแพนด้าน้อยที่กำเนิดในประเทศต่างๆ ที่ต้องส่งกลับตามสัญญาที่ให้ไว้กับจีน เมื่อครบ 2 ปีนั้น มีเหตุผลที่เหมาะสมคือ ต้องให้แพนด้าน้อยไปจับคู่ผสมพันธุ์กับแพนด้าที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน-1 ปี เพื่อให้ข้ามสายพันธุ์ เป็นเหตุผลในการที่จะช่วยเพิ่มประชากรแพนด้าที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีอยู่จำนวนน้อย เพราะหากปล่อยให้ผสมพันธุ์กันในหมู่ญาติเดียวกัน ก็จะส่งผลต่อสุขภาพลูกที่เกิดใหม่ได้" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า โดยความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้ว จีนน่าจะยืดอายุแพนด้าน้อยให้อยู่กับเราได้มากกว่า 2 ปีอยู่แล้ว แต่จะเป็น 3 หรือ 4 ปีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว ถ้าลูกแพนด้าอยู่ที่ประเทศใดเกิน 3 ปี การที่จะไปสนิทสนมกับเจ้าบ่าวในอนาคตก็จะลำบาก เพราะอย่างกรณีของช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยนั้น กว่าจะนำมาปล่อยเลี้ยงอยู่ด้วยกันจนเกิดความคุ้นเคยยังต้องใช้เวลาปรับตัว จึงเป็นเหตุผลที่จีนแจ้งกับเรา ถ้าจะเก็บไว้เกิน 2 ปีจะทำให้โอกาสให้เขาไปหาคู่ได้ลดน้อยลง
นอกจากนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ และตัวแทนภาคเอกชนยังมอบเงิน 2 แสนบาท สมทบกองทุนแพนด้า เพื่อนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์แพนด้าในจีนตามข้อตกลง โดยหากไทยได้ลูกแพนด้าต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน 1.5 แสนดอลลาห์สหรัฐ หรือประมาณ 5.25 ล้านบาท ให้แก่ทางการจีน



