
"เชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายกฯ อภิสิทธิ์"ประจำวันที่31พ.ค.
นายกรัฐมนตรีเผยรัฐบาลเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ภาคใต้ การทุจริตคอร์รัปชั่น ย้ำพร้อมให้ประชาชนตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
วันนี้ (31 พ.ค.) เวลา 09.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 20 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
ช่วงที่ 1
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้เป็นรายการซึ่งผมบันทึกไว้ในช่วงวันเสาร์ เนื่องจากว่าผมต้องเดินทางไปเกาหลีใต้ เพื่อที่จะไปประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี เฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์อาเซียนกับเกาหลี 20 ปี
ช่วยกันรณรงค์ให้คนสูบบุหรี่น้อยลง
อย่างไรก็ตามครับ วันนี้ที่ออกอากาศอยู่จะเป็นวันที่ 31 พฤษภาคม ก็จะเป็นวันงดสูบบุหรี่โลกครับ ผมจึงได้ใส่เสื้อวันนี้มาร่วมรณรงค์กับเขาด้วยนะครับ จะเห็นมีตราสัญลักษณ์อยู่ตรงนี้ครับ ที่เป็นการเตือนภัยในเรื่องของควันบุหรี่ อยากจะถือโอกาสนี้บอกกับพี่น้องประชาชนนะครับ ว่าเรื่องของบุหรี่นั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และสิ่งที่รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความร่วมมือจากองค์กรภาคเอกชน ที่ทำงานในเรื่องของการรณรงค์ต่อต้าน หรือรณรงค์ให้คนงดสูบบุหรี่ ก็ได้ทำงานมาอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง มีมาตรการหลายมาตรการนะครับ เช่น มาตรการในการห้ามโฆษณา นอกเหนือจากมาตรการในเรื่องของการรณรงค์ และที่สำคัญในช่วงหลังก็คือว่า มีการใช้มาตรการทางด้านภาษีมาเป็นตัวที่จะช่วยสกัดกั้นให้คนนั้นสูบบุหรี่น้อยลง และรัฐบาลนี้ได้เดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่ามีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อขยายเพดานในเรื่องของภาษีบุหรี่ และมีการจัดเก็บอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งผมทราบว่าทำให้คนที่สูบบุหรี่อาจจะบอกว่าเดือดร้อน
แต่ก็อยากจะบอกครับว่าทั้งหมดที่ทำก็เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนคนไทยเอง สิ่งที่คงจะต้องเน้นย้ำในช่วงนี้ก็คือว่า นอกเหนือจากคนที่สูบบุหรี่แล้ว คนที่สูดควันบุหรี่จากการที่คนอื่นสูบบุหรี่ ก็ตกอยู่ในภาวะอันตรายในเรื่องของสุขภาพเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น อยากจะขอความร่วมมือหน่วยราชการ หน่วยงานภาคเอกชน พี่น้องประชาชนครับว่าเราจะทำกันอย่างไร ที่จะช่วยกันรณรงค์ให้คนของเราสูบบุหรี่น้อยลง สำหรับผู้สูบ ถ้าสามารถเลิกได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี และถ้าหากว่าท่านคิดว่าเป็นเรื่องของตัวท่านเอง ก็ต้องบอกครับว่าใครที่สูดควันบุหรี่ที่ท่านสูบเข้าไป ก็อยู่ในภาวะอันตรายด้วย ผมอยากให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการประสบความสำเร็จในการรณรงค์เรื่องนี้ เพราะว่ามีการศึกษามีการประเมินเหมือนกันว่า ตั้งแต่เราเริ่มรณรงค์มาอย่างจริงจังนั้น เขาคำนวณมามีคนที่สูบบุหรี่น้อยกว่า ถ้าหากว่าเราอยู่เฉย ๆ มากถึง 4 ล้านคน เพราะฉะนั้น วันนี้ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่โลกกำหนดให้เป็นวันงดสูบบุหรี่ ก็ขอความร่วมมือในเรื่องนี้ด้วย
รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้เด็กดื่มนมจนถึง ป.6
ความจริงในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ครับ ก็มีวันที่โลกกำหนดให้เป็นวันรณรงค์หรือวันสำคัญในด้านต่าง ๆ วันที่ 1 มิถุนายน ก็เป็นวันดื่มนมโลก ครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ประเทศไทยเองได้มีการรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่า เราสนับสนุนให้เด็กในโรงเรียนได้ดื่มนม รัฐบาลนี้ได้เพิ่มเรื่องของการให้เด็กนักเรียนดื่มนม จากเดิมสนับสนุนถึง ป.4 ปัจจุบันนี้ได้มีการจัดงบประมาณและกำหนดโครงการให้เด็กในโรงเรียนได้ดื่มนม ถึงประถม 6 คือจนถึง ป.6 แล้ว ซึ่งก็เป็นการช่วยเหลือเรื่องของเกษตรกรทางด้านโคนมด้วย เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญ และเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อสุขภาพของเด็กของคนไทยเช่นเดียวกัน ที่จริงถ้าเราสังเกตดูนะครับว่าระยะหลังนับตั้งแต่ที่มีการรณรงค์ให้เด็กดื่มนม เราจะพบครับว่าเด็กรุ่นใหม่ เด็กเยาวชนของเราร่างกายจะเติบโตรวดเร็วนะครับ และก็มีร่างกายใหญ่โตขึ้นเทียบกับในอดีต อันนี้ก็จะเห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้น ในขั้นต่อไปนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องไปดูมากขึ้นก็คือในส่วนของเด็กก่อนเข้าโรงเรียน คือเด็กประถมวัย เด็กเล็ก ซึ่งเราจะต้องช่วยกันดูแลให้เด็กเหล่านี้ได้รับนมที่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงแรกก็คือสนับสนุนให้ดื่มนมแม่ นั่นก็คือวันที่ 1 นะครับ
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด
พอถึงปลายสัปดาห์วันที่ 5 มิถุนายนครับ เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกด้วยครับ วันสิ่งแวดล้อมโลกนี้ก็เป็นวันที่ทางโลกก็จะมีการรณรงค์ในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในขณะนี้ก็คือความตื่นตัวในเรื่องของปัญหาโลกร้อน เรื่องปัญหาความแปรปรวนในเรื่องของภูมิอากาศ ดินฟ้าอากาศ ก็อยากจะเรียนเช่นเดียวกันนะครับว่า รัฐบาลนี้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น นอกเหนือในเรื่องของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว แน่นอนที่สุดก็คือเรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด เราต้องเก็บทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ให้ลูกหลานของเรามีใช้ด้วย ไม่ใช่ว่ามุ่งในเรื่องของการพัฒนา จนทำให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นเสื่อมไป
สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ก็อยากจะเรียนครับว่า มีมาตรการและนโยบายอยู่หลายเรื่อง ซึ่งรัฐบาลต้องการจะผลักดันเป็นนโยบายสำคัญ และได้ดำเนินการอยู่ เริ่มต้นตั้งแต่ในเรื่องของการสนับสนุนพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงานทำอย่างต่อเนื่อง มีการกำหนดแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของการพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาคการเกษตรหรือเกษตรกรด้วย พร้อมๆ กับการที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เรื่องนี้สิ่งที่เราทำต่อเนื่องก็คือกำหนดโครงสร้างทั้งในเรื่องภาษี ราคารับซื้อไฟฟ้าจากการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นการผลิตที่เป็นพลังงานทดแทนให้เกิดแรงจูงใจ ให้โครงสร้างในเรื่องของพลังงานของเรานั้น มาใช้พลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็จะเป็นงานที่ทำต่อเนื่อง ขณะเดียวกันครับในการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคลงทุนเอง ขณะนี้กำลังดูในเรื่องของการเพิ่มพูนสิทธิประโยชน์ แรงจูงใจ ในการลงทุน สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการนั้นตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเทคโนโลยี อาจจะเป็นภาคอุตสาหกรรมก็ได้ จะเป็นภาคการท่องเที่ยวก็ได้ ที่จะมาใช้เทคโนโลยีแล้วเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือลดความสิ้นเปลืองในการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงนี้ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญหรือยุทธศาสตร์สำคัญต่อไปในอนาคตด้วย เพราะว่าภาคที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว หรือภาคอุตสาหกรรม เรายังสามารถปรับปรุงในแง่ของเทคนิคการผลิต ในแง่ของการก่อสร้างอาคาร ในแง่ของการลงทุนอีกหลายต่อหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลก็จะให้แรงจูงใจ สำหรับทุก ๆ รายที่สามารถที่จะมาปรับปรุงในเรื่องของการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผมยังเชื่อมั่นนะครับว่า เรายังทำอะไรได้อีกมาก
และนอกเหนือจากภาพใหญ่ในเรื่องพลังงาน อุตสาหกรรม หรือการท่องเที่ยว แล้ว สุดท้ายก็อยากจะย้ำกับ พี่น้องประชาชนทุกคนนะครับว่า ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนมีส่วนร่วม และมีส่วนช่วยได้ ที่จริงแล้วถามว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน ที่เกิดขึ้น เป็นฝีมือของใคร ก็ต้องบอกนะครับว่า จริง ๆ แล้วก็เป็นฝีมือของพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีส่วนร่วมในการสร้างปัญหา เราก็ต้องร่วมกันแก้ไข แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเองก็เป็นแนวพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ ส่งผลในเรื่องของการรักษาความสมดุลในทุก ๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงความสมดุลทางด้านธรรมชาติ ทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมโดยรวม โครงการในเรื่องของชุมชนพอเพียงที่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนจัดทำโครงการมาขอสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐ ก็เป็นโครงการที่ให้โอกาสในเรื่องของโครงการใดก็ตามที่จะมีส่วนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน
และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเปิดโครงการในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ โดยอาศัยแนวพระราชดำริหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รับผิดชอบอยู่ สิ่งที่สำคัญในวันนั้นที่ผมมีความรู้สึกพออกพอใจก็คือว่า ได้มีเครือข่ายของประชาชน และที่สำคัญที่สุดก็คือเครือข่ายของเยาวชนครับ ได้มาช่วยรณรงค์งานทางด้านนี้ แล้วก็ได้เน้นย้ำว่าเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องเริ่มต้นจากแนวคิด และมีการรณรงค์ให้คิดอย่างยั่งยืน มีการเปิดเว็บไซต์ www.mosothai.com <http://www.mosothai.com/> mo ย่อมาจาก moderation ความพอประมาณ ความพอเพียงนั่นเอง ส่วน so ย่อมาจาก society คือสังคม อันนี้ก็เป็นกิจกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า คนรุ่นใหม่ได้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้ และจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายของโลกในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม นั่นเอง เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์หน้ามีวันสำคัญ ๆ ที่ชาวโลก ประชาคมโลก ให้ความสนใจ และผมก็อยากให้ประเทศไทยคนไทยของเราได้เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องเหล่านี้
เปิดสภาสมัยวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ก./พ.ร.บ.กู้เงินและพ.ร.บ.งบประมาณ 53
สัปดาห์หน้าเช่นเดียวกันนะครับ วันที่ 3 นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการตรา พระราชกำหนดในเรื่องของการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงิน ผมคงจะต้องรอว่า ศาลท่านจะมีคำวินิจฉัยว่าอย่างไร แต่ถ้าหากว่าท่านวินิจฉัยว่าการตราพระราชกำหนดนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ผมก็จะได้เร่งในการนำเอาพระราชกำหนดนี้ขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป ซึ่งขณะนี้รัฐบาลตั้งใจที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ตั้งแต่วันที่ 15-23 โดยมีเป้าหมายก็คือว่าเอาเรื่องของพระราชกำหนดและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 นั้น เสนอเข้าสู่สภาฯ อยากจะขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับ ให้ความเห็นชอบในส่วนนี้ ที่จริงแล้วตัวพระราชกำหนด หรือพระราชบัญญัติไปใช้คำว่ากู้เงิน เราก็เลยไปให้ความสนใจกับเรื่องการกู้เงิน ที่จริงแล้วเรื่องสำคัญของพระราชกำหนดและพระราชบัญญัติ 2 ฉบับนี้ คือ เรื่องที่รัฐบาลต้องการไปลงทุนเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยครับ ลงทุนเพื่อทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นมา โดยมีเป้าหมายว่าใน 3 ปีข้างหน้า เราจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเรามีความพร้อมมากยิ่งขึ้น หมายถึงการมีแหล่งน้ำให้พี่น้องเกษตรกร มีพื้นที่ซึ่งได้ประโยชน์จากการชลประทาน ตั้งใจจะให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อที่จะช่วยให้ผลผลิตทางการเกษตรดีขึ้น ตั้งแต่จะให้มีการขนส่งระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ที่จะมีการทำรถไฟความเร็วสูง ในบางสาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ไปจนถึงเรื่องของถนนหนทางในชนบท ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโรงเรียน ซึ่งควรจะมีการปรับปรุง จะเป็นห้องสมุดหรือจะเป็นห้องปฏิบัติการอื่น ๆ รวมไปถึงในเรื่องของสาธารณสุข ที่พูดถึงเรื่องของการปรับปรุงทั้งสถานีอนามัย และสร้างศูนย์ความเป็นเลิศ ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ที่เป็นโรคภัยสำคัญต่าง ๆ จะเป็นมะเร็ง เบาหวาน ไต อย่างนี้เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวก็ดี สนับสนุนเรื่องของเศรษฐกิจที่อิงกับความคิดที่สร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ครับ เป็นเรื่องที่เราจำเป็นจะต้องลงทุน
กู้เงินในประเทศเพื่อนำมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ผมอยากจะบอกครับว่า ในช่วงเร็ว ๆ นี้ครับ การจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยนั้น ก็ปรากฏว่าอันดับของประเทศไทยนั้นดีขึ้นมา 1 อันดับ และในส่วนของการบริหารจัดการของภาครัฐนั้น ก็ดีขึ้นมามากพอสมควร แต่สิ่งที่เราเห็นชัดเจนครับว่าเป็นจุดอ่อนอยู่ในที่เขาจัดอันดับ คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้น นี่เป็นสิ่งจำเป็น และผมเชื่อว่าการลงทุนเหล่านี้คุ้มค่า เพียงแต่ว่าการลงทุนเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี การจัดเก็บรายได้ต่ำ เพราะฉะนั้น ไม่สามารถอาศัยเงินงบประมาณตามปกติได้ รัฐบาลเลยตัดสินใจเลือกวิธีการในการที่จะ จริง ๆ แล้วหลักก็คือออกพันธบัตรนั่นแหละครับ เพื่อดึงเอาเงินที่มีอยู่ในประเทศของเรา ไม่ได้ไปกู้จากต่างชาติ ดึงจากเงินที่อยู่ในประเทศของเรา ซึ่งปัจจุบันจะใช้คำว่า แช่อยู่ก็ได้ครับในระบบการเงิน ระบบธนาคารของเรา ซึ่งไม่ได้ถูกปล่อยออกมา เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ผมมั่นใจครับ ถ้าเดินตามแนวนี้ แล้วเราได้คัดเลือกโครงการซึ่งมีความพร้อมในการดำเนินการเร็ว สำคัญที่สุดก็คือมากระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานถึง 1.5-2 ล้านคน ในช่วง 3 ปีข้างหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการ ถ้าทำอย่างนี้ได้ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น การจัดเก็บรายได้ของรัฐก็จะเพิ่มขึ้นโดยปริยาย และวันนั้นล่ะครับ จะมีเงินที่ย้อนกลับไปชำระหนี้ตรงนี้ได้ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของเสถียรภาพหรือความมั่นคงของเศรษฐกิจ
บริษัทรถยนต์ต่างชาติมีแผนขยายการลงทุนในไทย
ผมอยากจะย้ำครับว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้เหมือนกันนะครับ ผมได้เห็นชัดเจนว่า ยังคงมีความสนใจ ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย บริษัทใหญ่ในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 บริษัท ที่จริงเอ่ยชื่อก็ได้นะครับ ทั้ง GM ทั้ง Ford กำลังพิจารณาแผนที่จะมาขยายการลงทุนในประเทศไทยอยู่ ก็มาพูดคุยถึงเงื่อนไข ความสนับสนุนต่าง ๆ ที่รัฐบาลพึงจะให้เขาได้ แต่ว่าที่สำคัญคือว่า ในการประเมินของเขาเอง เขามองเห็นศักยภาพ เขายังต้องการที่จะขยายการลงทุนที่นี่ แม้แต่เรื่องของการท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกัน เราก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนเรื่องนี้ และจะมีนักกีฬา บุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่จะเดินทางมาสู่ประเทศไทย ซึ่งคนเหล่านี้ความจริงก็รู้จักประเทศไทย และมีความประทับใจในประเทศไทยมาโดยตลอดนะครับ พี่น้องที่ติดตามข่าวก็จะเห็นครับว่าแชมป์โลกแมนนี ปาเกียว ได้มาเยี่ยมคารวะผมที่ทำเนียบรัฐบาล ก็แวะมาประเทศไทยเพราะว่ามีความประทับใจในประเทศไทยเช่นเดียวกัน และก็จะมีบุคคลในวงการต่าง ๆ ที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมคิดว่าทั้งหมดนี้ถ้าเราให้การต้อนรับ สร้างความประทับใจ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เสริมภาพลักษณ์ของประเทศได้เป็นอย่างดี
รัฐดูแลสวัสดิการให้ประชาชนทุกกลุ่ม
พี่น้องที่เคารพครับ ผมก็ทำงานมาขณะนี้เป็นเวลาประมาณ 5 เดือน เข้าสู่เดือนที่ 6 มีการสะท้อนความคิดเห็นผ่านการสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนมาต่าง ๆ นานา และล่าสุดก็มีการพูดถึงความพึงพอใจในการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องของผม และรัฐมนตรีในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน ก็อยากจะเรียนครับว่า ผมก็จะอาศัยในช่วงของการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในขณะนี้ เมื่อวันก่อนได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานหลัก เพื่อที่จะมาไล่ดูและประเมินการทำงานของกระทรวงต่าง ๆ มีนโยบายใดบ้างที่จำเป็นจะต้องเร่งรัดมากยิ่งขึ้น เช่นในเรื่องเศรษฐกิจ ที่ผมพูดคุยไป การลงทุนทั้งหลายตรงนั้นต้องชัดเจน งานที่เป็นงานสำคัญของรัฐบาลในเชิงสวัสดิการที่จะต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ประกันตนอยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของผู้ใช้แรงงานโดยทั่วไป แรงงานนอกระบบ และเด็กเยาวชนของเราในเรื่องของสิทธิการเรียนฟรี ทั้งหมดนี้ก็พยายามที่จะสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ซึ่งจะมีการเสริมการเติมให้มีการครบถ้วนต่อไป รวมไปถึงประชาชนที่ทำงานให้กับรัฐอยู่ในสถานะต่าง ๆ ตั้งแต่ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งก็จะดูแลในเรื่องของสวัสดิการในเรื่องของประกันสังคม ให้มีสิทธิเสมอภาคกันอย่างนี้เป็นต้น ไปจนถึงกลุ่มอาสาอื่น ๆ ที่จะดูในเรื่องของการที่จะสนับสนุนการทำงานของท่านต่อไป
บังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด
พร้อม ๆ กันนี้ครับ ผมก็เรียนว่าผมก็รับฟังเสียงที่สะท้อนออกมาจากพี่น้องประชาชน ในเรื่องงานด้านต่าง ๆ ก็ขอเรียนตรงไปตรงมาเลยครับมีอยู่ 3 เรื่องในขณะนี้ ที่จะต้องมีการเร่งรัดปรับปรุง เรื่องแรกแน่นอนก็คือปัญหาเรื่องยาเสพติด แม้ว่ารัฐบาลจะได้เดินหน้าและก็ให้ กอ.รมน. มารับผิดชอบในเรื่องนี้ ภายใต้แนวคิดที่เราบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเด็ดขาด พร้อม ๆ กับการรณรงค์ที่ใช้แนวคิด 5 รั้วป้องกัน จะเป็นชายแดน จะเป็นสังคม ชุมชน โรงเรียน ครอบครัว แต่ว่าพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ครับ ยังร้องเข้ามาว่ามีปัญหาเรื่องยาเสพติด ที่สำคัญก็คือมีการร้องมาด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้มีการเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง และตอนนี้การเข้มงวดกวดขันกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ไปเกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะยาเสพติด เรื่องตู้ม้า เรื่องอื่น ๆ ก็จะมีการเข้มงวดกวดขันมากยิ่งขึ้น และหลังจากที่ผมเดินทางกลับจากเกาหลีแล้ว ผมจะมาติดตามเรื่องนี้เป็นพิเศษอีกเรื่องหนึ่งนะครับ
หัวใจการแก้ปัญหาภาคใต้คือการพัฒนา
เรื่องที่ 2 คือเรื่องปัญหาของภาคใต้ที่ยังมีเหตุการณ์ จะเรียกว่าเป็นลักษณะก่อกวนหรืออะไรก็ตาม แต่ว่าถึงแม้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบ ถ้านับความถี่ของเหตุการณ์อาจจะลดลง แต่สถานการณ์โดยรวมยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ผมเองก็ขณะนี้ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้มีการปรับในเรื่องของโครงสร้างกำลังต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปครับจะต้องไปดูในเรื่องของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ท่านรองนายกฯ สุเทพได้พาคณะเดินทางไปดู เพื่อที่จะเร่งรัดสิ่งที่เราถือว่าเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาคือการพัฒนา นั่นหมายถึงโครงการที่ผมได้พูดคุยมาก่อนหน้านี้ ว่าเราได้จัดงบประมาณใน 2-3 ปีข้างหน้า ต้องการให้เป็นโครงการพัฒนาที่ถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่จริง ๆ ตรงกับความต้องการ และต้องปรับปรุงวิธีการทำงาน ส่วนการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น การใช้อำนาจพิเศษตามกฎหมายต่าง ๆ เมื่อกฎหมายความมั่นคงมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ก็จะเริ่มนำไปสู่กระบวนการที่จะมาทบทวนกฎหมายพิเศษต่าง ๆ รวมไปถึงการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่บริหารเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
เปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชั่น
เรื่องสุดท้ายครับที่ผมมีความรู้สึกเป็นห่วงที่สุด เพราะว่าพี่น้องประชาชนสะท้อนมา ก็คือการพูดถึงว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงของรัฐบาลหรือราชการ ผมเรียนยืนยันนะครับว่า ผมให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด นับตั้งแต่ที่ผมเข้ามาสู่การเมือง และเคยมีโอกาสทำงานในเรื่องนี้ ผลักดันกฎหมาย เช่น กฎหมายที่เราเรียกว่า กฎหมายฮั้ว ทำให้การฮั้วเป็นความผิดทางอาญาก็ดี สนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระคือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือก่อนหน้านี้เป็น ป.ป.ป. มาโดยตลอด ผมเรียนว่าถ้าพี่น้องประชาชนมีเบาะแส ทราบกรณีการทุจริตที่ไหนอย่างไร สามารถที่จะร้องเรียนมาที่ผม หรือมาที่รัฐบาล ท่านไว้ใจใครร้องเรียนมาที่หน่วยงานนั้นครับ ผมขอยืนยันว่าจะดูแลเอาใจใส่คำร้องเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง ให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ให้เกิดความโปร่งใส โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล อย่างเช่น โครงการที่จะมีการลงทุนกัน 8 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างรวดเร็ว 2 แสนล้าน ก็จะมีการเปิดเผยให้ประชาชน ให้พื้นที่ตรวจสอบกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะให้เรามั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของพี่น้องประชาชน ไม่รั่วไหลออกไป
ส่วนโครงการที่พี่น้องประชาชนมีความห่วงใย ผมก็ยืนยันครับว่า ในการทำงานของผม คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะพิจารณาทุกเรื่องด้วยความรอบคอบ ด้วยการรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก และได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกท่านในเรื่องนี้ว่า เราไม่สามารถที่จะประมาทหรือปล่อยให้มีโครงการใดและมีช่องโหว่ในเรื่องการทุจริตได้เลยในยามที่เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ และพี่น้องประชาชนนั้นประสบกับความยากลำบาก ที่สำคัญเราต้องการที่จะสร้างบรรทัดฐาน มาตรฐานที่ดี ธรรมาภิบาลในทางการเมือง เพราะฉะนั้น ก็ขอความร่วมมือจากทุกกระทรวงไปแล้ว
กำหนดหลักเกณฑ์การระบายสินค้าเกษตร
อย่างกรณีปัญหาของสินค้าเกษตร ผมต้องเรียนครับว่ากระทรวงพาณิชย์ก็อยู่ในฐานะที่น่าเห็นใจนะครับ รัฐบาลนี้เข้ามาต้องมาสานต่อโครงการการรับจำนำพืชผลการเกษตร ที่มีการตั้งราคาไว้ค่อนข้างที่จะสูงเกินความเป็นจริง และนำไปสู่การที่มีการนำเอาสินค้าต่าง ๆ เข้ามาจำนำจำนวนมาก แล้วก็ทำให้สต็อกของสินค้าเกษตรเหล่านี้ของรัฐสูงมาก และมีความจำเป็นที่จะต้องระบาย ระบายก็ต้องไม่ให้เสื่อมคุณภาพ ระบายโดยไม่ให้กระทบตลาด ก็มีปัญหามาก แต่รัฐบาลก็ยืนยันครับว่า ในอดีตที่ผ่านมาต้องยอมรับ โดยเฉพาะในช่วงปีที่แล้วซึ่งมีการเริ่มต้นการจำนำสินค้าเกษตรอย่างนี้ ในการระบายไปนั้น รัฐบาลเสียหายมากในแง่ของการขาดทุน และถ้าเราไปดูครับ เงินที่ขาดทุนไป บางทีเป็นหมื่นล้าน มาคำนวณดูจริง ๆ และมาดูจำนวนคนที่เข้าสู่โครงการรับจำนำที่ได้ประโยชน์ไปไม่มากครับ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรากำลังทำในขณะนี้ก็คือ 1. ในแง่ของการระบายสินค้า ทำหลักเกณฑ์ให้เรียบร้อย และเรื่องนี้มีคณะทำงานที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้นมา ประชุมกันเรียบร้อย จะเสนอหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันพุธที่จะถึงนี้ ซึ่งผมมั่นใจว่าจะทำให้แนวทางการระบายสินค้านั้น สามารถรักษาประโยชน์ของประเทศชาติได้มากขึ้น ทั้งในแง่ของการขาดทุนน้อยลง หรือถ้าไม่ขาดทุนได้ก็ยิ่งดี รวมไปถึงการระบายสินค้าในลักษณะที่ไม่ไปกระทบกับราคาพืชผลการเกษตรในตลาด ขณะเดียวกันในระยะยาว เราก็จะต้องมาปรับแนวทางของการแทรกแซงพืชผลทางการเกษตร ขณะนี้สิ่งที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปแล้วคือกรณีของมันสำปะหลัง ที่จะเริ่มต้นวิธีใหม่ครับ คือว่าเราจะรับจดทะเบียนเกษตรกรที่ปลูกมันตั้งแต่ต้นฤดูกาลเลยนะครับ แล้วก็เมื่อเข้ามาจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีการกำหนดราคาที่เรียกว่าเป็นราคาประกันที่จะไปใช้ ขณะนี้กำหนดไว้ที่ 1.70 บาท เมื่อพี่น้องเกษตรกรได้เอาผลผลิตออกมาขายแล้ว ถ้าได้ต่ำกว่าราคานี้เท่าไหร่ รัฐบาลก็จะชดเชยให้กับทุกรายที่มาขึ้นทะเบียนตามโครงการนี้
เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ทุกคนนะครับที่เป็นเกษตรกร แล้วมาขึ้นทะเบียน และก็เปิดโอกาสให้ขึ้นกันทุกคน ได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง จะไม่เหมือนกับกรณีจำนำ ซึ่งเราเห็นแล้วครับว่า เราเปิดรับจำนำได้ ก็ต้องกำหนดโควตา และจะมีคนจำนวนน้อยเท่านั้น และคนที่อยู่นอกโควตาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากโครงการนี้ แล้วก็แนวทางที่เราทำใหม่นี้ ก็จะเป็นแนวทางซึ่งไม่มีภาระของภาครัฐในการที่จะต้องมาเก็บสินค้าในสต็อก และมาบริหารจัดการให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ก็จะเป็นแนวทางที่จะนำร่องไปนะครับ สินค้าตัวอื่น ๆ ความจริง ข้าว ในส่วนของ 2 แสนตัน ที่เป็นข้าวหอม ที่ทุ่งกุลา กำลังนำร่องทำโครงการนี้เช่นกัน อาจจะต้องมีการปรับปรุงโครงการตามความเหมาะสมต่อไป แต่ผมคิดว่าเรากำลังหมุนมาสู่รูปแบบของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่อิงกับความเป็นจริง อิงกับกลไกตลาดได้มากขึ้น แล้วก็ขณะเดียวกันก็ตอบสนองเป้าหมายที่ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น
ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี สมัยพิเศษ
ก่อนที่จะพักครับ คงจะต้องบอกครับว่า ช่วงที่ผมไม่อยู่วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร นั้น ผมเดินทางไปที่เกาหลีเพื่อประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี เป็นโอกาสดีครับ ที่ในส่วนของผู้นำอาเซียนเองจะได้พบปะกันนะครับหลังจากที่ได้พบปะกันในช่วงแรกของการประชุมที่พัทยา ก่อนที่จะมีการเลื่อนออกไป และมีปัญหาในภูมิภาคที่อยู่ในความสนใจของชาวโลก เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่า ที่เราจะได้มาพูดคุยปรึกษาทำความเข้าใจกัน แล้วก็ทำให้ความร่วมมือของอาเซียนเดินหน้าต่อไป และในส่วนของเกาหลีเองได้ให้ความสำคัญกับการประชุมครั้งนี้ค่อนข้างมาก ในการประชุมครั้งนี้ ผมเชื่อครับว่าในเรื่องของการกระชับความร่วมมือทางการลงทุน ซึ่งจะมีการลงนามก็ดี รวมไปถึงมาตรการที่ทางรัฐบาลเกาหลีจะประกาศออกมาในการที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนไทย และอาเซียนโดยส่วนรวม
นอกจากนั้นครับ ผมยังได้รับเชิญให้ไปกล่าวเปิดและปาฐกถาในการประชุมของนักธุรกิจชั้นนำทั้งของเกาหลีและอาเซียน ก็จะเป็นโอกาสดีอีกโอกาสหนึ่ง ที่จะได้ไปพูดให้ฟังถึงลู่ทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งในอาเซียน และในประเทศไทย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนภายใต้ความร่วมมือในเรื่องการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมไปถึงการมีโอกาสได้หารือทวิภาคีกับท่านประธานาธิบดีของเกาหลีอีกครั้งหนึ่งด้วย ซึ่งจะมีทั้งประเด็นในเรื่องของการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องแรงงานการค้า การลงทุน พักสักครู่ครับ เดี๋ยวมาพบกับพิธีกรรับเชิญครับ
ช่วงที่ 2
ผู้ดำเนินรายการ (รศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล และนายเอกลักษณ์ ยิ้มวิไล) สวัสดีครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ
นายกรัฐมนตรี สวัสดีครับ
ผู้ดำเนินรายการ ต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกฯ ครับที่ให้สองคนพ่อลูก มาสนทนาพูดคุย มีเวลาอันน้อยนิดนะครับ เมื่อสักครู่ในช่วงแรกผมได้ยืนเงี่ยหูฟัง ท่านได้เล่าถึงเรื่องเงินกู้ 4 แสนล้านกับอีก 4 แสนล้าน เป็น 8 แสนล้าน วัตถุประสงค์ต่าง ๆ ก็คงจะมาเจาะขยายความ และในช่วงวันนี้ที่ออกอากาศท่านก็อยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ เดี๋ยวคงจะขยายผล ท่านพูดถึงเรื่องอาเซียนกับเกาหลี อย่างไรก็ตาม วันนี้ เดี๋ยวพ่อขออนุญาตก่อน ถือเป็นผู้อาวุโสครับ คือเรียกท่านนายกฯ ว่าอาจารย์มาโดยตลอด ก็คุ้นเคยกับท่านมายาวนาน ท่านนายกฯ ครับผมว่าเมื่อสักครู่ท่านพูดถึงเรื่องระบายสินค้าข้าว ข้าวโพด อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ขอ 2 คำถามหลัก ๆ เลย แต่เจอหนังสือพิมพ์ที่ท่านไปพูดที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา มีประโยคคำว่า เดือนมิถุนายน ก็คือเดือนนี้จะมีในเรื่องของเผาบ้านเผาเมืองอะไรต่าง ๆเหล่านั้น ฟังแล้วตกใจ อันที่ 2 มีในเรื่องของวิวาทะ ดูเสมือนว่ารัฐบาลจะรอยร้าวอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ลึก ๆ จริงๆ แล้วรุนแรงขนาดนั้นไหมครับ
นายกรัฐมนตรี เอาเรื่องแรกก่อนนะครับ ผมคงไม่ได้พูดว่าจะมีคนมาเผาบ้านเผาเมือง ผมเพียงแต่บอกว่าการเคลื่อนไหว การชุมนุมทางการเมืองยังมีอย่างต่อเนื่อง และถ้าเป็นการเคลื่อนไหวการชุมนุมที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจารย์จะทราบดีจุดยืนผมชัดเจน ถ้าเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญทำได้ตลอดเวลา และผมก็เคารพสิทธิเสรีภาพ ความคิดเห็นที่แตกต่างของทุก ๆ คน แต่ว่าต้องไม่ให้มีเหมือนกับช่วงก่อนสงกรานต์อีก ก็คือการทำผิดกฎหมาย บังเอิญผมก็ทราบว่ามันก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคิดจะทำแบบนั้นอยู่ ผมก็บอกว่ากลุ่มนั้นคือกลุ่มที่ทำลายโอกาสของบ้านเมือง แต่ว่าถ้ากลุ่มที่เขามาแสดงโดยปกติภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมบอกเลยว่านอกจากจะเป็นสิทธิ์แล้ว ผมไม่กังวลเลยในแง่ของภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะว่าเวลามีการชุมนุมโดยสงบและก็ผ่านมาด้วยเรียบร้อย ผมอธิบายง่ายว่านี่คือสังคมประชาธิปไตย เราสามารถที่จะเห็นคนออกมาแสดงความคิดความอ่านได้ ก็เพียงแต่บอกว่า จริง ๆ เดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าหลายฝ่ายก็เริ่มมีความรู้สึกว่าประเทศไทย ควรจะได้รับโอกาส ผมไม่พูดถึงรัฐบาล พูดถึงประเทศไทย คนไทยควรจะได้รับโอกาสที่จะฟันฝ่าปัญหาในช่วงนี้ไป ในช่วงที่คนตกงาน ในช่วงที่คนเดือดร้อน ทำอย่างไรที่จะให้มันมีความสงบในระดับหนึ่ง
ผู้ดำเนินรายการ ในช่วงเ



