ข่าว

อาจารย์ขา...หนูไม่ได้เรียนที่เกาหลีเหนือ

อาจารย์ขา...หนูไม่ได้เรียนที่เกาหลีเหนือ

29 ม.ค. 2556

อาจารย์ขา...หนูไม่ได้เรียนที่เกาหลีเหนือ : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

              การศึกษาในปัจจุบันถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะเสรีภาพและอิสระทางความคิด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมฐานความรู้ ใครตกขบวนดังกล่าวบอกเลยว่าไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแน่นอนแต่นึกไม่ว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งของรัฐกลับภาคภูมิใจกับอดีตที่ผ่านมาเมื่อ 20-30 ปีก่อนว่าบัณฑิตที่จบออกมาเคยเป็นบุคลากรที่มีความต้องการของตลาดซึ่งไม่ได้เป็นทางออกในการแก้ปัญหาในปัจจุบันแต่อย่างใด

              อีกทั้งยังมีอาจารย์จำนวนหนึ่งที่ยังคงใช้วาทกรรมและวิธีการแบบเดิมในการเรียนการสอน เช่นสอนให้เชื่อว่าคนที่ได้เกรดสูงนั้นจะเป็นคนที่ตลาดแรงงานต้องการ หรือสอนให้รู้ในรายวิชาที่ไม่มีนัยความสำคัญในสายตาของผู้ประกอบการ อีกทั้งถ้าหากไม่ผ่านรายวิชานั้นก็จะไม่สามารถเรียนจบได้...ซึ่งบางทีก็เป็นเรื่องไร้สาระ อีกทั้งในบางสาขาก็ได้บอกว่าการเรียนที่ยากหรือการใช้เวลาเรียนหลายปีนั้นจะทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน คำถามคือ “ทำไมไม่เรียนในสาขาที่ง่ายกว่าเพราะเขาจ้างในราคาค่าจ้างเดียวกัน?” หากนิสิตได้ข้อมูลใหม่หรือศึกษาค้นคว้าโดยตนเองในทิศทางใหม่ก็จะให้อาจารย์ที่เป็นเครือข่ายสไตล์วิชาการแบบเกย์กตัญญูพูดจากระทบกระทั่งในห้องเรียนเหมือนกับให้รู้สึกว่าความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีน้ำยาหรือไม่เข้าท่า

              โลกปัจจุบันจะพยายามให้องค์กรหรือบุคคลดึงและค้นหาทรัพยากรสำรองเพื่อนำมาใช้ในการแข่งขันโดยเป็นศาสตร์ใหม่ เช่น โลจิสติกส์ หรือวิธีการจัดการด้านเวลา แทนที่อาจารย์จะให้การส่งเสริมแต่กลับพูดจาถากถางข่มขู่โดยอ้างภูมิความรู้ของตนเองว่ามีมากมายที่นิสิตต้องยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นอาจารย์  หลักการใช้วิธีการทำให้เกิดการยอมรับแบบเชิงบังคับซึ่งไม่ใช่บรรยากาศทางการเรียนการสอน การคุกคามโดยการตัดคะแนนหากไม่เชื่อฟังคำสั่งหรือคิดไปอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการหมายหัวไว้ ทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นหากคิดอีกแบบหนึ่ง

              ความจริงบรรยากาศแบบนี้น่าจะเป็นในเกาหลีเหนือในปัจจุบัน เพราะท่านคิมน้อยนั้นสามารถดลบันดาลได้เกือบทุกอย่าง ตั้งแต่การพูดทุกอย่างให้ประชาชนทำตามโดยไม่จำเป็นต้องไตร่ตรองใคร่ครวญพิจารณา เพราะคำพูดหรือคำสั่งเป็นกฎหมาย หากใคร่ฝ่าฝืนนั่นคือศัตรูของประชาชน จึงทำให้ใช้อำนาจได้อย่างสบาย ขาดการตรวจสอบ เพราะบรรยากาศเป็นแบบอำนาจนิยมอย่างสมบูรณ์แบบ แต่นี่ประเทศไทยโดยเฉพาะการเรียนการสอนถือว่าการแสดงเสรีภาพทางวิชาการและการตัดสินใจใช้หลักวิชาการนั้นการใช้เหตุผลนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะวิชาการถูกขับเคลื่อนด้วยการถกเถียงและการหาคำตอบในการแก้ปัญหามากกว่าการฟังคำพูดจากผู้บรรยายทำหน้าตาฉลาดและใช้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว

              ภาวะแวดล้อมแบบนี้การเรียนการสอนต้องปรับตัวอย่างมากโดยเฉพาะการสอนที่ให้ท่องจำหรือพูดอะไรแบบหลักการที่กว้างๆ ไม่มีรายละเอียดแนวปฏิบัติหรือการสอนที่ผู้สอนมายืนเปิดแผ่นกระดาษอ่านหน้าจอนั้นดูเหมือนกับว่าจะล้าหลัง เพราะนิสิตสามารถอ่านได้โดยตนเองและสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าในขณะที่ผู้ใช้ให้ความสนใจในปัญหาตามสถานการณ์ว่าบัณฑิตจะมีความสามารถในการเรียนรู้แก้ปัญหาอย่างไรมากกว่า การที่นั่งทดสอบค่าอะไรบางอย่างทางด้านสถิติหรือตัวแปรต่างๆ และบอกว่าดีแล้วแต่กลับไม่มีการตอบคำถามว่าแก้โจทย์อะไรนั้นดูเหมือนกับว่าด้อยค่าลง เพราะไม่รู้ว่าทำไปทำไม  ฉะนั้นการที่นิสิตมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันโดยเฉพาะความสร้างสรรค์ในวิธีการคิดหรือการกล้าตั้งคำถามนั้นน่าที่จะถือว่าเป็นความคิดเชิงบวกหรือการทำให้นิสิตเชื่อว่างานวิจัยนั้นสามารถตอบคำถามได้ในเชิงปฏิบัติจากการทุ่มเทในการใช้แรงกายและแรงใจเป็นเรื่องที่ทำยาก ควรจะส่งเสริมปกป้องแนวคิดนั้นจะมีประโยชน์มากกว่าการสอนหรือทำให้เชื่อแบบ 2+2=5เพราะนั่นเป็นการเรียนที่เกาหลีเหนือ